ข่าวสาร
ถูกกวาดต้อน (เล่าขานเรื่องบ้านคำชะอี โดยณรงค์ อุปัญญ์)
ประเทศลาวได้ตกเป็นเมืองขึ้นของสยามในสมัยกรุงธนบุรี
พ.ศ. 2369 เจ้าอนุวงษ์เวียงจันทน์เป็นกบฏต่อกรุงเทพ รัชกาลที่ 3 จึงโปรดฯให้กองทัพสยามขึ้นไปปราบได้สำเร็จและได้กวาดต้อนผู้คน รวมทั้งผู้ไทยเมืองต่างๆ เข้ามาอยู่ทางฝั่งขวาของแม่น้ำโขงด้วย ผู้ไทยที่ถูกกวาดต้อนมานี้บางกลุ่มขออาศัยอยู่ใกล้แม่ม้ำโขงเพราะใกล้กับบ้านเก่าเมืองเก่าที่เคยอยู่เดิม เช่น ที่จังหวัดกาฬสินธุ์ จังหวัดสกลนคร จังหวัดนครพนม จังหวัดมุกดาหาร เป็นต้น บางกลุ่มก็ให้ไปอยู่ใกล้ๆ กับกรุงเทพฯ เช่นที่อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี ฯลฯ
ยังมีชาวผู้ไทยอีกเป็นจำนวนมากที่ทิ้งบ้านทิ้งเมืองหลบหนีภัยสงครามเข้าไปอยู่ป่า ซึ่งกองทัพสยามไม่สามารถกวาดต้อนลงมาได้ ครั้นบ้านเมืองสงบจึงกลับออกมาตั้งบ้านตั้งเมืองอีกในปัจจุบัน ชาวผู้ไทยที่อยู่ทางฝั่งลาวจึงมีอยู่มากมายหลายเมือง
ผู้ไทยเมืองวังและเมืองคำอ้อกลุ่มหนึ่งที่ถูกกวาดต้อนมา จำนวน 1,658 คน มี "ท้าวสิงห์" เจ้าเมืองคำอ้อเป็นผู้นำได้ขอเข้าไปอยู่กับ พระจันทรสุริยวงค์ (พรหม) เจ้าเมืองมุกดาหารคนที่ 3 (พ.ศ. 2384- 2405) สันนิษฐานว่า เจ้าเมืองมุกดาหารให้ผู้ไทยกลุ่มนี้ไปอยู่ที่เมืองใหม่ ปัจจุบันคือบริเวณตั้งแต่สี่แยกไฟแดงขึ้นไปจนถึงสถานีขนส่ง พร้อมทั้งที่ริมถนนพิทักษ์พนมเขตด้านทิศเหนือตั้งแต่สี่แยกไฟแดงจนเกือบถึงทางโค้งเมืองใหม่ คือตรงข้ามกับโรงแรมมุกธาราขึ้นไปทางเหนือเกือบถึงชุมสายโทรศัพท์ ตอนนั้นเป็น "ป่าไม้ถุง ไม้จิก ไม้อัง" ได้สัมภาษณ์ นายประดิษฐ์ สลางสิงห์ อายุ 63 ปี เมื่อวันที่ 5 ต.ค. 2552 ได้ยืนยันว่า มีพี่น้องชาวบ้านดำบกรุ่นปู่ (ซึ่งเป็นผู้ไทยเชื้อสายเดียวกับบ้านคำชะอี) กลุ่มหนึ่ง ได้ย้อนกลับขึ้นไปอยู่บริเวณดังกล่าวนี้เมื่อ 100 ปีกว่ามานี้ เพราะคงจะเห็นว่าเป็นที่บรรพบุรุษเคยอยู่ และขณะนั้นกลายเป็นที่รกร้างว่างเปล่าไม่มีเจ้าของ เมื่อขึ้นไปอยู่แล้วก็แผ้วถางเป็นที่ทำมาหากินและจับจองเป็นของตน จนได้เป็นเจ้าของที่ดินบริเวณนี้อย่างกว้างขวาง อยู่มาความเจริญเข้ามาถึงก็ได้แบ่งขายให้นักธุรกิจไปเสียเป็นส่วนมาก โดยเฉพาะที่ติดกับถนนใหญ่ ในปัจจุบันนี้ พี่น้องของนายประดิษฐ์รุ่นลูกรุ่นหลานก็ยังอยู่ที่นี่ และไปมาหาสู่กันเป็นระจำ และมีนามสกุล "สลางสิงห์" ยกเว้นผู้หญิงที่แต่งงานไปแล้วส่วนภาษาพูดนั้นเป็นลาวไปแล้ว เพราะถูกลาวกลืน
ตระกูลสุวรรณไตรย์