ที่พักตอนแรก
บริเวณที่พักตอนแรกนั้นคือ "ดานตึง" อยู่ที่ริมสายน้ำคำด้านตะวันออกนั้น (ตั้งแต่หน้าเมรุออกมาจนถึงถนนใหญ่และข้ามฟากไปทางทิศตะวันออก) เป็นลานหินเรียบสลับกับที่โล่ง เมื่อเดินย่ำลงไปที่ลานหินจะมีเสียงดัง "ตึง ๆ" ทุกครั้งที่เท้าย่ำลง เป็นที่น่าอัศจรรย์ บรรพบุรุษเชื่อว่ามีโพลงหรือถ้ำอยู่ใต้ลานหิน เมื่อย่ำเท้าลงหรือมีวัตถุตกกระทบจึงมีเสียงก้องดังตึงๆ ดังกล่าวแล้ว จึงได้ขนานนามบริเวณนี้ว่า "ดานตึง" มาจนถึงปัจจุบัน
แต่ในปัจจุบันนี้เสียงก้องดังตึงๆ ไม่ได้ยินแล้วเพราะมีการเอาดินมาอมให้สูงขึ้นเพื่อปรับบริเวณแห่งนี้ให้เหมาะแก่การใช้สอย เช่น ทำเป็นที่สร้างเมรุ ศาลาพักญาติ ลานจอดรถ เป็นต้น
ผู้นำ
จากหนังสือ "เมืองมุกดาหาร" ของสุรจิต จันทรสาขา และหนังสือ "เล่าเรื่องเมืองหนองสูง" ของพูลสวัสดิ์ อาจวิชัย พอจะสันนิษฐานได้ว่าผู้ไทยเมืองวังระดับผู้นำที่อพยพมาพร้อมกับท้าวสิงห์เจ้าเมืองคำอ้อในครั้งนั้น มี ท้าวสุวรรณะ หรือสุวรรณโคตร (น่าจะเป็นต้นสกุล "สุวรรณไตรย์") พระศรีวังคะฮาต (น่าจะเป็นต้นสกุล "วังคะฮาต") ท้าวอุปคุต (จะเป็นต้นสกุลใดไม่ทราบ) พร้อมทั้งญาติพี่น้อง ลูกน้อง และริวารอีกที่ไม่ปรากฏชื่อ เชื่อว่ามาเป็นคณะมีมากกว่า 20 คน และต้องมีอาวุธครบมือ จะมาน้อยคนไม่ได้เพราะสมัยนั้นดงบังอี่ยังเป็นคงหนาป่าทึบ ดงข้างป่า เสือ ภัยอันตรายมีอยู่รอบด้าน
สำรวจพื้นที่
พอได้พักและสร้างเพิงที่พักเป็นที่เก็บ "ข้าวไถ้ ข้าวอง กระบอกพริก ปลาแตก เกลือ เครื่องนอน" ต่างๆ แล้ว ชาวเมืองวังกลุ่มนี้ก็พากันแบ่งเป็นคณะแยกทางออกสำรวจป่ารอบๆตานตึงนั้นทุกทิศทางจากระยะใกล้แล้วก็ไกลออกไปเรื่อยๆ ใครชอบตรงใดที่เป็นที่ราบเหมาะที่จะเป็นนาก็หมายจับจองเอาตามใจชอบ เพราะสมัยนั้นคนมีน้อย ที่ดินที่เป็นดงหนาป่ามีมากมายและไม่มีการหวงห้ามแต่อย่างใด แต่ละคนก็ได้ที่ดินที่ตัวเองสำรวจและจับจองกันอย่างกว้างขวาง บางคนเอาทางทิศคะวันออก (นาหลวง) บางคนเอาทางทิศใต้ (นาขี้หมู นาหนองแจ้ง) บางคนก็เอาทางทิศตะวันตก เป็นต้น และเมื่อพากันพิจารณาสถานที่ทั่วไปแล้วเห็นว่าเหมาะสมมากที่จะตั้งหลักแหล่งที่นี่ กล่าวคือ มีที่ราบกว้างขวางอยู่ท่ามกลางภูหลายลูกอ้อมถึงสามด้าน ทางทิศตะวันออกมีภู (ต่อมาเรียกภูนาหลวง) ทอดยาวต่อลงไปทางทิศใด้ถึงภูผากูด (ตอนนั้นยังไม่ตั้งชื่อ) ไกลลงไปทางด้านทิศใต้ถึงบริเวณที่ท้าวสิงห์และชาวเมืองคำอ้อสำรวจ (เชื่อว่าผู้ไทยพี่น้องสองเมืองนี้ต้องติดต่อกันตลอด) ก็มีแนวภูทอดยาวจากทิศตะออกไปทิศตะวันตก (ภูจ้อก้อ) ทิศตะวันตกก็มีภู (ทางบ้านแก้งช้างเนียม)
ส่วนสายน้ำลำห้วยก็มีทางทิศตะวันตกมีสายห้วยยาวสองสาย (ห้วยคันแทใหญ่ และห้วยคันแทน้อย) ใกล้ๆ ที่จะตั้งเป็นบ้านก็มีสายห้วยสั้นๆ สองสาย คือทางตะวันออกก็เป็นสายห้วยที่ต่อจากสายคำแมงอีลงไปตกห้วยตันแทใหญ่ (ปัจจุบันคือห้วยสายนา) ทางตะวันตกก็มีอีกสายหนึ่งไหลตกห้วยคันแทใหญ่เช่นเดียวกัน (ปัจจุบันคือห้วยน้อยซึ่งอยู่ติดหมู่บ้านทางทิศตะวันตก) สรุปแล้วก็คือ "ขึ้นภูก็ได้กินกระรอก กระแต ลงน้ำก็ได้กินปลากั้งปูหิน" จึงตกลงใจแน่นอนว่าจะพากันตั้งหลักปักฐานกันที่นี่ ประกอบกับที่ได้ประสานไปยังพี่น้องเมืองคำอ้อก็ทราบว่าจะตั้งหลักแหล่งที่นั่นเหมือนกัน (บ้านหนองสูง) เห็นว่าดีแล้วพี่น้องสองเมืองที่เคยฝ่าทุกข์ฝ่ายากมาด้วยกันจะได้อยู่ใกล้กัน จะได้ไปมาหาสู่และช่วยเหลือซึ่งกันและกัน (ต่อมาก็เป็นจริงตามนั้น)
เริ่มลงมือ
เมื่อหักล้างถางพงลงเป็นสวนและตั้งใจจะตั้งหลักแหล่งที่นี่แล้ว ก็เข้าไปแจ้งเจ้าเมืองทราบและอพยพครอบครัวตามมาแล้วเข้าไปอยู่ประจำที่สวนของตน "เครื่องปลูก ของฝัง" จากการทำสวนตอนแรกก็จะปลูก "ข้าวไร่" เป็นหลัก ที่รองลงมาก็มีฝ้าย คราม ฟักทอง แตงชนิดต่างๆ พริกเป็นต้น คือคิดดูว่าสิ่งจำเป็นต่อชีวิตในรอบปีนั้นมีอะไร ก็ทำการหาสะสมเพื่อแก่การที่จะตั้งเป็นหลักแหล่งยาวนานต่อไป ส่วนปู ปลา ตามลำห้วยต่างๆ มีมากมาย "เป็นชั้น เป็นหลืบ" สัตว์ป่า ทั้งเล็กและใหญ่ธรรมชาติสรรสร้างไว้ให้อย่างเหลือเฟือ พอปีที่ 2-3-4 ตอไม้เล็ก ตอไม้ใหญ่บางส่วนก็เริ่มผุพัง จึงได้เริ่มที่จะปรับเป็นนาและขยายให้เป็นนาออกไปเรื่อยๆ
ประชากรเพิ่มเริ่มเป็นชุมชน
ส่วนพี่น้องที่อยู่เมืองวังที่หนีหบเร้นไปอยู่ตามป่าเพราะศึกสงครามนั้น เมื่อบ้านเมืองสงบแล้วก็ได้กลับเข้ามาอยู่เมืองวังอีก และได้สืบทราบว่า พี่น้องที่ถูกกวาดต้อนไปอยู่ทางฝั่งขวาของแม่น้ำโขงเมื่อคราวสงครามนั้น กลุ่มหนึ่งอยู่ที่บ้านคำชะอี เมืองมุกดาหาร ด้วยความรัก คิดถึงและห่วงไยต่อญาติพี่น้อง จึงได้เดินทางมาเยี่ยมเยียน (สมัยนั้นไปง่ายมาง่ายเพราะลาวยังเป็นของไทยอยู่ จะยากแต่ต้องนั่งเรือพายข้ามแม่น้ำโขงและต้องเดินทางด้วยเท้าเป็นเวลาหลายคืนเพราะจากบ้านคำชะอีไปเมืองวังระยะทางประมาณ 300 กิโลเมตร) ได้เห็นสภาพพื้นที่เป็นที่ราบกว้างขวางดินดี และอุดมสมบูรณ์ จึงกลับไปเมืองวังชักชวนญาติพี่น้องได้หลายคนอพยพตามมาอยู่ด้วย และหลายปีต่อมา ลูกหลานได้เกิดมาจำนวนคนก็เพิ่มขึ้นกลายเป็นบ้านเล็กๆ เป็นชุมชนย่อมๆ กระจายกันอยู่ เช่น
บ้านคำสระอี เอาชื่อตามสายคำแมงอี ต่อมาก็เป็น บ้านคำชะอี เป็นบ้านที่ใหญ่กว่าเพื่อนปัจจุบันก็คือหมู่ที่ 4 และ 14
บ้านโพนแดง บ้านนี้อยู่ติดกับห้วยคันแทใหญ่ตรงที่เป็นห้วยคดหักศอก ตรงที่คดหักศอกนี้เป็นวังน้ำลึก น้ำใสจนดูเขียวครึ้ม เคยมีสัตว์ประหลาดสีเทาค่อนข้างดำโผล่ขึ้นมาเหนือน้ำ ตรงลำคอมีสีขาวพาดขวางรอบคอ ผู้ไทยเรียกว่า "คอก่าน" วังนี้จึงได้ซื้อว่า "วังคอก่าน" ใด้วังคอก่านลงไปเป็นแก้งหิน (แก่งหิน) จึงทำให้วังคอก่านเป็นวังน้ำลึก "น้ำเจิ่งนอง" อยู่ตลอดปี แก้งหินตรงนี้จึงเรียกว่า "แก้งวังนอง" บ้านโพนแดงตั้งอยู่ทางฝั่งขวาของแก้งวังนอง (การเรียกฝั่งของห้วยหรือฝั่งแม่น้ำว่าฝั่งไหนเป็นฝั่งซ้าย ฝั่งไหนเป็นฝั่งขวานั้น มีข้อตกลงเป็นสากลว่า ให้หันหน้าไปตามทางน้ำไหล ฝั่งที่อยู่ทางขวามือเรียกว่าฝั่งขวา ฝั่งที่อยู่ทางซ้ายมือเรียกว่าฝั่งซ้าย) มีเนื้อที่ประมาณตั้งแต่ที่ดินคุณอินทา วังคะฮาด ที่ดินของคุณครูบุญเพ็ง สุวรรณไตรย์ แผ่ขึ้นทางทิศเหนือรวมเอาที่เป็น "สำนักสงฆ์แก้งวังนอง" หรือที่เรียกกันติดปากว่า "วัดแก้งว้งนอง" ด้วย
บ้านฟากห้วย อยู่ฝั่งชวาของห้วยคันแทใหญ่เหนือบ้านโพนแดงขึ้นมาประมาณ 900 เมตรตามลำห้วย บ้านนี้อยู่ตรงข้ามกับโรงสีใหญ่เจริญทรัพย์
บ้านตาดโตน อยู่ฝั่งขวาของห้วยคันแทใหญ่เช่นเดียวกัน แต่อยู่เหนือบ้านฟากห้วยขึ้นไปประมาณ 800 เมตร ตามลำห้วย บ้านตาดโตนนี้จะใหญ่เป็นที่สองรองจากบ้านคำชะอี เพราะมีวัดวาอาราม
บ้านหนองไหล อยู่ติดสายหนองไหล สายหนองไหลนี้อยู่ทางตะวันตกของนาหนองแจ้งไหลลงสู่ห้วยคันแทน้อย บ้านหนองไหลในปัจจุบันคือบริเวณแถวนาของนายคล้าย วังคะฮาด (พ่อตาของคุณครูเวลา คนซื่อ) และบริเวณข้างเคียง
อยู่มา บ้านโพนแดง บ้านฟากห้วย บ้านตาดโตน บ้านหนองไหล ก็ร้างเพราะอพยพเข้ามาอยู่บ้านใหญ่ คือบ้านคำชะอี เพราะที่เคยอยู่เดิมนั้นเห็นว่ามันเหมาะที่จะเป็นนามากว่า และก็มีหลายครอบครัวอพยพไปอยู่ถิ่นอื่น จังหวัดอื่น
ชุมชนขยาย
บ้านคำชะอีได้พัฒนาขึ้นกลายเป็นบ้านใหญ่ขึ้นมาเรื่อยๆ พ.ศ. 2450 ได้รับยกฐานะเป็นตำบลคำชะอีขึ้นกับอำเภอมุกดาหาร มีกำนันปกครองเรื่อยมาดังนี้ :-
1. เจ้าพรหมรินทร์ (นายต้อน สุวรรณไตรย์) พ.ศ. 2450- 2452
2. หมื่นบริครุฑ (นายสุวรรณะ วังคะฮาต) พ.ศ. 2452- 2462
3. ขุนคำชะอีบำรุง (นายเนียม สุวรรณไตรย์) พ.ศ. 2462 – 2467
4. ขุนนิคมคำชะอี (นายนารี วังคะฮาต) พ.ศ. 2467- 2482
5. นายฟอง อุปัญญ์ พ.ศ. 2482 – 2487
6. นายคล้อย วังคะฮาต พ.ศ. 2487- 2503
7. นายตรอง อุปัญญ์ พ.ศ. 2503 -2514
8. นายจำลอง (เหลิน) อุปัญญ์ พ.ศ. 2514- 2524
9. นายแถม แสนโสม พ.ศ. 2524- 2540
10. นายเหมย สุวรรณไตรย์ พ.ศ. 2540-2543
11. นายสกล คนซื่อ พ.ศ. 2543-2546
12. ทองปาน หาญจริง พ.ศ. 2546-2549
13. นายบุญทวี สุวรรณไตรย์ พ.ศ. 2549 - ปัจจุบัน
จากลำดับที่ 1 - 9 สืบค้นโดย อาจารย์นำชัย อุปัญญ์
จะเห็นว่ากำนันแต่ละคนนั้นเป็นคนบ้านคำชะอี ยกเว้นเมื่อสิ้นวาระของกำนันคนที่ 10 (นายสกล คนซื่อ) ชาวบ้านคำชะอีมีความแตกแยกด้านความคิด เมื่อเลือกกำนันคนที่ 11 จึงได้คนบ้านหนองกะปาด (นายทองปาน หาญจริง) เมื่อสิ้นวาระแล้วจึงเลือกกำนันคนที่ 12 ได้คนบ้านคำชะอีอีกครั้งหนึ่ง
ยกฐานะ
สมัย นายฟอง อุปัญญ์ เป็นกำนันตำบลคำชะอีนั้นได้ทำเรื่องขอยกฐานะตำบลคำชะอีขึ้นเป็นกิ่งอำเภอคำชะอี และได้รับการยกฐานะเป็น "กิ่งอำเภอคำชะอี" เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2484 ปลัดอำเภอผู้เป็นหัวหน้ากิ่ง (สมัยนั้นไม่ทราบว่าเรียกตำแหน่งว่าอย่างไร) คนแรก ชื่อ นายเจริญ วดิศักดิ์ คนที่สองชื่อ นายอ้วน เคหาศัย (สิน สุวรรณไตรย์. 4 ต.ค. 2552 : สัมมภาษณ์) ที่ทำการกิ่งอยู่ตรงตลาด อบ.ต. ตรงข้ามกับโรงเรียนคำชะอีพิทยาคมในปัจจุบัน สถานีตำรวจอยู่บริเวณข้างบ้านอาจารย์บุษบา อุปัญญ์ ด้านทิศตะวันออกครอบคลุมบริเวณที่เป็นศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในปัจจุบัน และก่อนหน้าที่จะตั้งสถานีตำรวจนั้น บริเวณนี้เคยเป็นวัดป่ามาก่อน มีต้นโพใหญ่อยู่ 3 ต้นอยู่ข้างบ้านอาจารย์พิน สุวรรณไตรย์หนึ่งต้น อยู่ฟากทางด้านทิศตะวันออกข้างสวนอาจารย์เพียร สุวรรณไตรย์หนึ่งต้น ใกล้ต้นโพต้นนี้กำนันฟองได้ขุดบ่อน้ำ เป็นบ่อรูปทรงกระบอกให้น้ำที่ใสเย็นรสดี ผนังบ่อก่ออิฐอย่างแน่นหนาเพื่อป้องผนังบ่อพัง ขอบบ่อสูงประมาณหนึ่งเมตรก่ออิฐโบกปูนอย่างดีและแน่นหนา นับเป็นบ่อน้ำที่ดีที่สุดในหมู่บ้านคำชะอี ชาวบ้านทั่วไปเรียกบ่อน้ำแห่งนี้ว่า"น้ำสร้างหลวง" แต่เดี๋ยวนี้ถูกถมไปแล้วไม่เหลือร่องรอยอีกเลย ต้นโพอีกต้นหนึ่งอยู่ทางทิศเหนือข้างบ้านคุณบังเกิด คนตรง ทั้งสามต้นแผ่กิ่งก้านสาขาเป็นที่ร่มครึ้ม อยู่มาวัดป่าแห่งนี้ได้ย้ายมาอยู่แห่งใหม่เป็นวัดโพธิ์ศรีแก้ว บริเวณนี้ก็เลยเป็นวัดร้าง (ตอนผู้เขียนยังเด็กกลัวผีบริเวณนี้มาก) เดี๋ยวนี้ต้นโพทั้งสามต้นได้แก่ตายและถูกโค่นลงแล้วเมื่อประมาณ 30 กว่าปีมานี่เอง คุกที่ขังนักโทษนั้นอยู่แถวบ้านนางเพี้ยน วังคะฮาต (คุณแม่ของคุณครูสุรพล วังคะสาต)
วางผังหมู่บ้าน
ครั้นเมื่อตำบลคำชะอีได้ตั้งเป็นกิ่งอำเภอแล้วก็ได้จัดผังหมู่บ้านปรับถนน ตัดซอยไว้อย่างเป็นสัดเป็นส่วนในปัจจุบันบ้านคำชะอีจึงเป็นบ้านที่มีแผนผังของหมู่บ้านเป็นสัดเป็นส่วนเรียบร้อยกว่าหมู่บ้านอื่นๆ
ตามแผนผังของหมู่บ้าน (โดยสังเขป) ในปริญญานิพนธ์ของอาจารย์นำขัย อุปัญญ์ได้สืบค้นได้ว่า ในสมัยนั้น หลวงบริหารชนบท (ส่าน สีหไตรย์) นายอำเภอมุกดาหาร ได้ออกมาวางแผนเมืองร่วมกันกับชาวบ้าน โดยได้ตัดถนนหนทางบ้านคำชะอีจากบ้านเหนือและใต้ และได้ให้ชื่อถนน ดังนี้ :-
1. ถนนคำชะอี ตั้งให้เป็นเกียรติ์แก่ขุนคำชะอีบำรุง (นายนารี วังคะฮาต) (อันนี้น่าจะผิดเพราะขุนคำชะอีบำรุง คือนายเนียม สุวรรณไตรย์ กำนันคนที่ 3 พ.ศ.2462-2467 ส่วนนายนารี คือขุนนิคมคำชะอี โปรดดูรายชื่อกำนัน : ฌรงค์) )
2. ถนนศรีมงคล ตั้งให้เป็นเกียรติ์แก่ พระมหามงคล พระนักพัฒนาท้องอิ่นในสมัยนั้น
3. ถนนชลประทาน (ทางหลวงแผ่นดินปัจจุบัน สายมุกดาหาร - ภาพสินธุ์) (เชื่อว่าตั้งให้เป็นเกียรติแก่พระชลประทาน หรือ "เจ้าพระชล" : ณรงค์)
4. ซอยบริหารบำรุง เป็นชื่อของ หลวงบริหารชนบท
5. ซอยผดุงนิคม ตั้งชื่อให้เป็นเกียรติ์แก่ กำนันขุนนิคมคำชะอี (นายนารี วังคะฮาต)
6. ซอยอุดมราษฎร์ ตั้งให้เป็นเกียรติ์แก่ ราษฎรที่ช่วยกันพัฒนา
7. ซอยสะอาดนิรันดร์ (ไม่ทราบที่มา)
8. ซอยคำจันทร์ดำริ เป็นชื่อของครูใหญ่สมัยนั้น (นายวิชัย คำจันทร์ เดิมชื่อ นายทองคำ คำจันทร์) อดีตครูใหญ่โรงเรียนบ้านคำชะอี
9. ซอยสีไตรย์ เป็นนามสกุลของหลวงบริหารชนบท
หลวงบริหารชนบทเติมชื่อ ส่าน สีหไตรย์ ดำรงตำแหน่งนายอำเภอมุกดาหารคนที่ 4 ระหว่าง พ.ศ.2476 - 2482 แล้วย้ายไปดำรงตำแหน่งข้าหลวงประจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และจังหวัดมหาสารคาม (เมืองมุกดาหาร : สุรจิตต์ จันทรสาขา หน้า 88)
10. ซอยวิไลวรรณ (เป็นชื่อของผู้ใหญ่บ้าน) (ไม่ปรากฏเห็นผู้ใหญ่บ้านหมู่ใดที่มีชื่อนี้ ให้ดูการแยกหมู่บ้าน: ณรงค์ )
11. ซอยอุปัญญ์ประดิษฐ์ ตั้งให้เป็นเกียรติแก่นายฟอง อุปัญญ์ อยู่ทางทิศเหนือของหมู่บ้านคำชะอีในบริเวณกิ่งอำเภอคำชะอีเก่า ปัจจุบันทางไปบ้านนาปุ่ง และแถวๆ ป่าช้าดานตึง (ปัจจุบันไม่มีแล้ว : ณรงค์)
(ปริญญานิพนธ์ บทบาทของพ่อล่ามชาวผู้ไทยตำบลคำชะอี อำเภอคำชะอี จังหวัดมุกดาหาร : นำชัย อุปัญญ์ 2538 หน้า 60 - 61)
พ.ศ. 2551 ทาง อบ.ต. คำชะอี มีความประสงค์อยากจะติดป้ายชื่อถนน-ซอย ต่างๆ เพื่อให้เป็นสัดส่วนที่ชัดเจน โดยกำหนดให้ถนนชลประทาน (ทางลาดยาง) เป็นเส้นแบ่งเขต ฟากถนนทางทิศตะวันออกให้เป็นซอยจากหมายเลข 4 ถึง 11 (ยกเว้นหมายเลข 2) ส่วนฟากถนนทางทิศตะวันตกให้เป็นซอยหมายเลขตั้งแต่ 12-18 โดยให้นายณรงค์ อุปัญญ์ (ผู้เขียน) คิดตั้งชื่อซอยให้โดยให้มีชื่อคล้องจองกัน ดังนี้ :-
12. ซอยวังนองพิมาน เพราะเป็นซอยเข้าสำนักสงฆ์แก้งวังนอง วัดหรือสำนักสงฆ์ถือเป็นหนทางสู่ความสงบ สู่ทางสวรรค์วิมาน จึงเอาคำว่า "วิมาน" มาต่อท้ายคำว่า "วังนอง" โดยแผลง "วิ" ให้เป็น "พิ" ตามหลักภาษาไทย จึงให้ชื่อเป็นซอย "วังนองพิมาน"
13. ซอยประสานพฤมิต เมื่อ พ.ศ. 2533 ชาวนาหนองแจ้งและผู้ที่เห็นประโยชน์ได้ร่วมกันประสานดำเนินการสร้างซอยนี้ขึ้น โดยมี กำนันแถม แสนโสม นายลำทอง วังคะฮาต และอีกหลายคนเป็นผู้นำ แล้วพากันประสานขอบริจาคที่ดินจากชาวนาและขอบริจาคเงินเป็นค่าเครื่องจักรในการก่อสร้าง (รถไถ รถขนดิน ฯลฯ) นายณรงค์ อุปัญญ์ เป็นผู้ดำเนินการด้านเอกสารหนังสือยินยอมบริจาคที่ดิน และอีกหลายคนร่วมกันประสานงานจนแทบจะกล่าวได้ว่าทั้งหมู่บ้านเลยซอยนี้จึงได้มีขึ้นมา
14. ซอยกิจจำเริญ ตั้งให้เป็นเกียรติ์แก่นายลำทอง วังคะฮาต (หรือ "ลุงจำเริญ" เพราะท่านมีลูกคนแรกชื่อ นายจำเริญ เจ้าของโรงสี "เจริญทรัพย์" ในปัจจุบัน) ท่านเป็นนักธุรกิจมีหน้ามีตา เป็นที่เคารพนับถือแก่บุคคลในซอยและบุคลทั่วไป
15. ซอยวังเพลินไพเราะ ตั้งให้เป็นเกียรติ์แก่ นายโจม วัคะฮาต (หรือ "ตาเจียง" เพราะท่านมีลูกคนแรกชื่อ นางเจียง) ท่านเป็นผู้มีความรู้ความสามารถในหลายด้าน เป็นช่างตีเหล็ก ช่างทำหลาปั่นฝ้าย ช่างไม้ พูดง่ายๆ คือสารพัดช่าง เป็นหมอน้ำมันงาจอดกระดูก หรือฟกช้ำดำเขียวลูกหลานชาวบ้านตกต้นไม้ควายชน หรืออุบัติใดๆ ได้รับบาดเจ็บ ก็มาหาท่านช่วยเยียวยา ค่ารักษาแล้วแต่จะให้ไม่เคยเรียกร้อง นอกจากนี้ท่านยังเป็นผู้มีพรสวรรค์ในด้านศิลปะการบันเทิง ท่านเป็นผู้นำในการฟ้อน "ละครกลองตุ้ม" และมีฝีมือในการตีด สี ตี เป่า ได้ไพเราะมาก
16. ซอยเกาะสวรรค์ เป็นซอยที่ไปสุดที่ห้วยน้อย ที่ห้วยน้อยมีเกาะอยู่กลางห้วย ชาวบ้านให้ชื่อว่า "เกาะสวรรค์" (ในปัจจุบัน คือ พ.ศ. 2552 ได้สร้างสะพานข้ามห้วยน้อยและข้ามไปยังเกาะสวรรค์แล้ว มีลักษณะเป็นสะพานสามแยก โดย ท่าน ส.ส.วิทยา บุตรดีวงค์ เป็นผู้ดึงงบประมาณแผ่นดินมาให้)
17. ซอยพันดอกบัวหลวง เรียกสั้นๆ ว่า "ซอยดอกบัว" เพราะซอยนี้ไปสิ้นสุดที่ห้วยน้อย ในห้วยน้อยมีดอกบัวขึ้นอยู่มากมาย ชาวบ้านในซอยนี้จึงเอาดอกบัวมาตั้งเป็นนามซอย
18. ซอยดวงฤดี ตั้งขึนมาเพียงเพื่อให้คำแรกคือ "ดวง" ไปสัมผัสกับคำว่า "หลวง" ในซอยพันดอกบัวหลวง และคำท้ายคือ "ดี" ให้ไปสัมผัสกับคำว่า "ศรี"ในถนนศรีมงคล
การแยกหมู่บ้าน
บ้านคำชะอีได้ขยายตัวเป็นชุมชนใหญ่ขึ้นมาเป็นลำดับ เมื่อ พ.ศ. 2450 ได้รับการยกฐานะเป็นตำบลดังได้กล่าวแล้ว เพื่อให้มีความคล่องตัวในการปกครองและการพัฒนา จึงได้มีการแยกหมู่บ้านขึ้น การแยกหมู่บ้านนี้แยกเมื่อปีใดไม่ปรากฏแน่ชัด แต่เชื่อว่าแยกเมื่อสมัยขุนนิคมคำชะอีเป็นกำนัน (นายอินทา วังคะฮาต หรือลุงก่ำ. 28 ก.ย.2552 : สัมภาษณ์) โดยให้คุ้มบ้านดอน (คุ้มเจ้าชัยอภิเดช) เป็นหมู่ที่ 2 มีนายนัน สุวรรณไตรย์ (คุณปู่ของอาจารย์ถาวร สุวรรณไตรย์) เป็นผู้ใหญ่บ้านคนแรก เมื่อสิ้นวาระแล้ว นายกิ เสียงล้ำ ก็ได้เป็นผู้ใหญ่บ้านคนที่ 2 ยังไม่ครบวาระทางขุนนิคมฯ ก็จะแยกหมู่บ้านอีกให้เป็นหมู่ที่ 4 (หมู่ที่ 3 บ้านห้วยทรายเอาไป) โดยให้ยุบหมู่ที่ 2 เพราะจำนวนคนน้อยประกอบกับตอนนั้นบ้านกกไฮก็ขอตั้งหมู่บ้านจึงได้ยกหมู่ 2 ไปให้บ้านกกไฮ หมู่ที่ 2 เดิมก็มารวมกับหมู่ที่ 4 โดยใช้ซอยหน้าวัดโพธิ์ศรีแก้วไปยังห้วยน้อยเป็นเส้นแบ่งหมู่บ้านฟากซอยด้านทิศใต้ลงมาเป็นหมู่ที่ 4 ฟากซอยด้านทิศเหนือขึ้นไปเป็นหมู่ที่ 1 (นายเหมย สุวรรณไตรย์ นายสกล คนซื่อ. 28 ก.ย. 2552 : สัมภาษณ์)
เมื่อแยกหมู่บ้านเป็นหมู่ 1 และหมู่ 4 แล้ว หมู่ 1 ก็ได้เลือก นายฟอง อุปัญญ์ เป็นผู้ใหญ่บ้าน ส่วนหมู่ที่ 4 มีกำนันขุนนิคมฯ เป็นผู้ปกครอง
เมื่อกำนันขุนนิคมออกตามวาระ (พ.ศ. 2482) นายฟอง อุปัญญ์ ก็ได้เป็นกำนัน ส่วนหมู่ที่ 4 ได้เลือก นายคล้อย วังคะฮาต (ลูกของขุนนิคมฯ) เป็นผู้ใหญ่บ้าน
กำนันฟอง อุปัญญ์ ได้ลาออกเมื่อ พ.ศ. 2487 นายคล้อย วังคะฮาต ก็ได้รับเลือกเป็นกำนัน ส่วนหมู่ที่ 1 ได้เลือกนายไหล สุวรรณไตรย์ (คุณพ่อของอาจารย์เข็มทอง สุวรรณไตรย์)เป็นผู้ใหญ่บ้าน เป็นได้ไม่ถึงปีก็ก็หมดวาระ ชาวบ้านจึงย้ายใส่ (ไม่มีการเลือก)นายเครือ สุวรรณไดรย์ (คุณตาของอาจารย์บรรเลง อุปัญญ์) เป็นผู้ใหญ่บ้าน (เฉลย สุวรรณไตรย์ นายอินทา วังคะฮาต. 28 ก.ย. 2552 : สัมภาษณ์) เมื่อนายเครือ สุวรรณไตรย์ ออกตามวาระ นายตรอง อุปัญญ์ก็ได้เป็นผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 1
เมื่อกำนันคล้อย วังคะฮาด ออกตามวาระ (พ.ศ. 2503) นายตรอง อุปัญญ์ ก็ได้เป็นกำนัน ส่วนหมู่ที่ 4 ก็ได้เลือกนายเครือ วังคะฮาต (ลูกคนสุดท้องของกำนันขุนนิคมฯ) เป็นผู้ใหญ่บ้าน
กำนันตรอง อุปัญญ์ ออกตามวาระ (พ.ศ. 2514) นายจำลอง (เหลิน) อุปัญญ์ (น้องชายของกำนันตรอง) ก็ได้เป็นผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 1 เป็นผู้ใหญ่บ้านได้ไม่นานก็สมัครกำนันและได้รับเลือกเป็นกำนันแทนนายตรอง อุปัญญ์ ส่วนหมู่ที่ 4 เมื่อนายเครือ วังคะฮาต ออกตามวาระ นายแถม แสนโสม ก็ได้เป็นผู้ใหญ่บ้านแทน
เมื่อกำนันจำลอง อุปัญญ์ ออกตามวาระ (พ.ศ. 2524) นายแถม แสนโสม ก็ได้รับเลือกเป็นกำนัน ส่วนหมู่ที่ 1 ก็ได้เลือกนายเหมย สุวรรณไตรย์ เป็นผู้ใหญ่บ้าน
ในสมัยที่นายแถม แสนโสม เป็นกำนันนี้ได้มีการแยกหมู่บ้านอีกได้เป็นหมู่ที่ 11 เมื่อ พ.ศ.2527 มีนายเปอะ วังคะอาต เป็นผู้ใหญ่บ้านคนแรก
เมื่อกำนันแถม แสนโสม ออกตามวาระ (พ.ศ. 2540) นายเหมย สุวรรณไตรย์ ก็ได้รับเลือกเป็นกำนัน ส่วนหมู่ 4 ได้เลือก นายสกล คนซื่อ เป็นผู้ใหญ่บ้าน ทางหมู่ 11 ผู้ใหญ่เปอะ วังคะฮาต ออกตามวาระ (พ.ศ. 2533) นายวันเทศ กุลวงค์ ก็ได้รับเลือกเป็นผู้ใหญ่บ้านแทน
เมื่อกำนันเหมย สุวรรณไดรย์ ออกตามวาระ (พ.ศ. 2543) นายสกล คนซื่อ ก็ได้รับเลือกเป็นกำนัน ส่วนหมู่ที่ 1 ได้เลือก นายจันทา สุวรรณไตรย์ เป็นผู้ใหญ่บ้าน และในสมัยนี้ได้มีการแยกหมู่บ้านอีกได้เป็นหมู่ที่ 14 เมื่อ 30 กรกฎาคม 2545 นายสุรพล วังคะฮาต ได้รับเลือกเป็นผู้ใหญ่บ้านคนแรก
เมื่อกำนันสกล คนซื่อ ออกตามวาระ (พ.ศ. 2546) นายทองปาน หาญจริง บ้านหนองกะปาด ได้รับเลือกเป็นกำนัน ส่วนหมู่ที่ 1 นายจันทา สุวรรณไตรย์ ออกตามวาระ นายบุญทวี สุวรรณไตรย์ ได้รับเลือกเป็นผู้ใหญ่บ้านแทน หมู่ที่ 4 ได้เลือกนายวิมล สุวรรณไตรย์ เป็นผู้ใหญ่บ้าน
เมื่อกำนันทองปาน หาญจริง ออกตามวาระ (พ.ศ. 2549) นายบุญทวี สุวรรณไตรย์ได้รับเลือกเป็นกำนัน ส่วนหมู่ที่ 4 ผู้ใหญ่บ้านยังเป็นคนเดิมคือนายวิมล สุวรรณไตรย์ ส่วนหมู่ที่ 11
นายวันเทศ กุลวงค์ ออกตามวาระ (พ.ศ. 2550) นายสารีบุตร สุวรรณไตรย์ ได้รับเลือกเป็นผู้ใหญ่บ้าน ทางหมู่ 14 นายสุรพล วังคะอาด ออกตามวาระ (พ.ศ. 2550) นายถาวร วังคะฮาต ได้รับเลือกเป็นผู้ใหญ่บ้าน.
ต่อไปนี้จะเล่าถึงเหตุการณ์ สถานที่ หรือสิ่งต่างๆ ที่เกิดที่มีขึ้นในบ้านคำชะอี
ตระกูลสุวรรณไตรย์