ข่าวสาร

เจ้าปู่ทะดา

1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

ได้สัมภาษณ์นายแปว สุวรรณไตรย์ (ลุงเต้า ที่เป็นเจ้าจ้ำคนปัจจุบัน) เมื่อวันที่10 เมษายน 2542 ตอนนั้นท่านอายุ 78 ปี จึงได้เรียบเรียงเพิ่มเติมคำบอกเล่าของท่านใหม่มาเล่าสู่ฟัง ดังต่อไปนี้

เจ้าปู่ทะดา หรือเจ้าปู่ดานตึงนี้มีมากว่า 100 ปีแล้ว เมื่อมาตั้งหมู่บ้านคำชะอีใหม่ๆ วัดวาอาราม พระภิกษุสงฆ์ก็ยังไม่มี ทำให้ขาดหลักที่พึ่งทางใจ ปู่แก่ (ปู่ทวด) ของนายแปวชื่อ เสือ ทำงานที่หนองสูง (หลวงทรงฤทธิรอน หนึ่งในคณะกรรมการบริหารเมืองหนองสูงสมัยนั้น) จึงได้ขึ้นไปเชิญเอาเจ้าปู่มาจากเมืองบก เมืองวัง มาไว้ที่หัวดานตึงเพื่อเป็นเคารพสักการะแก่ชาวบ้าน

เมื่อเชิญมาตอนแรกนั้นเรียกเจ้าปู่ว่า "มเหศักดิ์" ได้มาเรียกว่า "ทะดา" หรือ "ถะด้า" เมื่อภายหลังทางท้องถิ่นผู้ไทยอื่นๆ ก็มีเจ้าปู่เช่นเดียวกัน เช่น เรญูนคร เขาวง แต่จะเรียกเจ้าปู่ว่า "ละหลา" ซึ่งฟังก็ใกล้เคียงกันอยู่ธรรมดาที่ใดมีเจ้าปู่ จะต้องมีผู้ที่เป็นสื่อกับเจ้าปู่ เพื่อเป็นผู้นำกล่าวสักการะ และการเซ่นไหว้ ผู้ที่เป็นสื่อกับเจ้าปู่นี้เรียกว่า "เจ้าจ้ำ" การเรียกเจ้าจ้ำนี้ก็ขึ้นกับฐานะของผู้เรียก ว่าเป็น ลูกหรือ หลาน หรือเหลน ฯลฯ ของเจ้าจ้ำ แล้วเรียกให้ถูก เช่น พ่อจ้ำ ตาจ้ำ ปู่จ้ำ ฯลฯ คนที่มีฐานะเดียวกันกับเจ้าจ้ำ เช่นเป็นเพื่อนก็อาจจะเรียกว่า "จ้ำ" เฉยๆ ก็ใด้ คนที่เป็นเจ้าจ้ำนี้จะเป็นที่นับหน้าถือตา เป็นที่เคารพนับถือกันมาก

เจ้าปู่ทะดาตอนเชิญมาแรกๆ ก็มีปู่แก่นายของแปว (ท้าวเสือ) เป็นเจ้าจ้ำ และตกทอดมายังลูกหลาน ดังต่อไปนี้

เมื่อท้าวเสือถึงแก่กรรม ท้าวสิงห์ ผู้ลูก (คนละสิงห์กับพระไกรสรราช เจ้าเมืองหนองสูงคนแรก) เป็นเจ้าจ๋ำต่อ

เมื่อท้าวสิงห์ถึงแก่กรรม ก็ตกทอดมายังนายเกียง (พ่อนายแปว)

เมื่อนายเกียงถึงแก่กรรมก็มีปัญหาไม่มีผู้รับต่อเพราะนายอุ่น ลูกคนโต (เป็นพี่ชายของนายแปว) ไม่รับเพราะยังเป็นบ่าว (หนุ่มโสด) อยู่ อายสาว จึงอยากให้เปลี่ยนไปยังเชื้อสายอื่นบ้าง จึงยกไปให้พ่อของนายเขียน สุวรรณไตรย์ (ปู่ของผู้ช่วยประมาณ สวรรณไตรย์) พ่อของนายเขียนก็ไม่รับ ประกอบกับเจ้าปู่ก็ไม่อยากอยู่กับพ่อของนายเขียน ชาวบ้านจึงพากันขอร้องให้นายอุ่นรับเป็นเจ้าจ้ำ สุดท้ายนายอุ่นก็ปฏิเสธไม่ได้ก็เลยรับเอาทั้งๆที่ยังเป็นบ่าวอยู่

เมื่อนายอุ่นถึงแก่กรรมก็มีปัญหาอีก เพราะลูกของนายอุ่นก็ยังเล็ก นายแปวก็ไม่รับเอา ทำให้ว่างเจ้าจ้ำอยู่ 2 ปี เจ้าปู่ก็เลย "กวนบ้าน" ผู้คนตายกันบ่อยมาก ยังความอกสั่นขวัญผวากันถ้วนหน้า จึงไปหาหมอดู หมอเหยา ส่องดู (ตามพิธีของหมอ) ก็ทราบว่า เพราะขาดเจ้าจ้ำ เจ้าปู่ไม่มีที่ยึดไม่มีที่พัก "กะพายไท้กะมิได้บอนป๋ง กะพายถงกะมิได้บอนห้อย" (สะพายไถ้ก็ไม่มีที่ปลง(วาง)สะพายถง(ย่าม)ก็ไม่มีที่แขวน) ก็เลยออกมากวนบ้าน กระทำให้มีอันเป็นไป เมื่อบ้านเมืองเดือดร้อน ลุงจารย์เกต (นายก๊อก สุวรรณไตรย์) ลุงนาง (นายแสง แสนโสม คุณพ่อของกำนันแถม แสนโสม) ลุงขอม (นายขีน เสียงล้ำ) ป้าน้าว (นางสด วังคะฮาต คุณย่าของคุณปริญญา วังคะฮาต) ได้พากันมาขอร้องไหว้วอนให้นายแปวรับเป็นเจ้าจ้ำ "เป็นเจ้าผี มันมิหนักมิหนาผิเลือเด๊าะ" (เป็นเจ้าผี คือเป็นเจ้าจ้ำมันไม่หนักไม่หนาอะไรหรอก) นายแปวก็เลยรับเป็นเจ้าจ้ำมาจนถึงปัจจุบันนี้ เดี๋ยวนี้ (พ.ศ. 2552) นายแปวอายุ 88 ปี เป็นเจ้าจ้ำมานานกว่า 40 ปีแล้ว

การเลี้ยงเจ้าปู่จะเว้น สอง ปี ไปเลี้ยงในปีที่สาม เรียกว่า "สองปีฮาม สามปีคอบ" (ฮาม แปลว่า ละเว้น หรือละทิ้ง คอบ ภาษาลาวคือ ขอบ ในที่นี่ แปลว่า บอกกล่าว) มักจะเลี้ยงในเดือน 5 หรือเดือน 6 ถ้าไม่เลี้ยงเจ้าปู่จะกวนลูกหลาน "เอ็ดเห้อเขาต่ำ คลำเห้อเขาไข้" คือกระทำให้ลูกหลานชาวบ้านเจ็บไข้ได้ป่วย

การจ้ำ คำว่า "จ้ำ" มีหลายความหมาย เช่น จุ่ม, จิ้ม, เสียบ, แทง, เซ่นไหว้, บูชา ในที่นี้หมายถึง จุ่ม หรือเช่นไหว้ หรือบูชา คือการเช่นไหว้บูชาโดยเอาปั้นข้าว หรือคำข้าวจุ่มลงในอาหารทีเป็นเครื่องเซ่น แล้ววางลงตรงที่เราจะเซ่นไหว้พรอ้มกับกล่าวเรียกหาสิ่งลึกลับหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เราเคารพ บูชา

การจ้ำเจ้าปู่ทะดาบ้านคำชะอีนี้มี 2 ลักษณะ คือ

1. จ้ำตอนเลี้ยงตามกาลเวลา คือ สองปีฮาม สามปีคอบ เมื่อถึงเวลาจะเลี้ยงชาวบ้านก็จะพากันไปที่ศาลเจ้าปู่ มีม้อง กลอง เป็นเครื่องเสพ เครื่องงันให้สนุก พร้อมทั้งจะจัดหาเครื่องบูชา มี"โจ๋ย" หรือกรวยในกรวยมีคำหมาก คำพลู บุหรี่ กอกยาใส่ขันกระหย่อง 15 ขัน เครื่องเซ่นไหว้เป็นอาหารพื้นเมืองใส่โตก (ถาด) 1 พา เนื้อใช้เนื้อวัว หรือเนื้อควาย (ไก่ หมู ไม่เอา) ทำเป็นลาบสุก

ลาบแดง (ลาบเลือด) อาหารที่เจ้าปู่ทะดาชอบคือ ลาบเลือด มีชึ้นหาบ ชื้นหาม หาบ 4 หาม 4 คือปาดเอาเนื้อโตประมาณนิ้วชี้ ยาวประมาณ 1 คืบ แล้วเอาตอกเสียบร้อย 12 ชิ้น ใส่ไม้คานหาบ 4หาบ 8 ชิ้น (ไม้คานหาบก็หาไม้เล็กๆ โตประมาณเท่านิ้วก้อย ยาวประมาณ 1 แขน) ให้ 4 คนหาบหรือคนเดียวหาบทั้ง 4 ไม้คานก็ได้ ใส่ไม้คานหาม 4 ไม้คานๆ ละ 1 ชิ้น หามไม้คานละ 2 คน หรือใช้เพียง 1ไม้คานใส่เนื้อทั้ง 4 ชิ้นใช้ 2 คนหามก็ได้ แล้วจัด "ช้าง" (เหล้าอุ หรือเหล้าไห) "ม้า"(เหล้าขาว) ไว้ให้ ดอกไม้เทียนคู่ (ไม่มีขัน 5 ขัน 8) เมื่อจัดพร้อมแล้วก็มอบเจ้าจ้ำเพื่อทำพิธีจ้ำ

ความจ้ำ "เออ ... เจ้าปู่เอ๊ย ผู้เป็นมเหศักดิ์หลักเมิง มื้อนี้แม้นมื้อเล้ง มื้อเก๋อ ลูหลานซาวบ้านฮักหอม จัดแนวอยู่แนวกิ๋นมาซูมาหางห้อมากิ่นเส มิเท้อยู่ตะหลง มิเห้อลงตะล้าง มิเห้อไป๋

ค้างม่องอื่น มิเห้อมื้อหน้าว้ายัง มื้อหลังว้ามิแล้ว มีเห้อถามกิ๋นนำลุนำหลาน ... ขัดข้องแนวเลอเห้

อเทมอุเทมหลาน เห้อเบ้าะเห้อเว้าละได้ตกแต่งแป้งเห้อ เห้อไป๋เบ้าะฟ้าเบ้าะฝนเห้อตกลงมา เจ้าเป็นผู้สู้จัก ตื๋นกว้างมือยาว หูแจ้งตำใส เอ้า ... กิ๋นอิ่มแล้วเห้อลงมาชูมาเทม มาฟ้อมมาลำนำเด๋ว มักผู้เลอเห้อลงมาซูผู้นั้น คอบว่าลุหลานทังนั้น ... "

(คำศัพท์ เป็น-เป็น, หลักเมิง- หลักเมง, มื้อ - วัน, เล้ง - เลี้ยง, เก๋อ-ให้อาหาร, อุ- ลูก, ฮักหอม - รักชอบ, กิน- กิน, มาชู - มาสู่, เห้อ - ให้, เส - เสีย, ตะหลง - ไปหองที่อื่น,ตะล้าง-ใต้ถุน, ไป๋ - ไป, ม่อง - ที่, ว้า - ว่า, แนวเลอ - อย่างไร, เทม-เทียม สิง หรือทับ, เบ้าะ -บอก, แป้ง - แปลง, สู้จัก-รู้จัก, ตื๋น- ตีน, ตำ-ตา, นำเด้ว-ด้วยกัน, มัก-ชอบ, ผู้เลอ - ผู้ใด, คอบว่า - เพราะว่า)

เมื่อเจ้าจ้ำ จ้ำเสร็จแล้วเจ้าปู่จะลงทับลงเทียมคนที่เจ้าปู่ชอบ เพราะว่าเจ้าจ้ำได้บอกไว้ว่า " กิ่นอิ่มแล้วเห้อลงมาซูมาเทม ... มักผู้เลอเห้อลงมาซูผู้นั้น" ถ้าเจ้าปู่ลงมาทับผู้ใด ผู้นั้นจะแสดงอาการทันที คือ ใจสั่นมากเข้า มากเข้า แล้วสิ้นสามัญสำนึก เปลี่ยนบุคลิกเป็นอีกคนละคน กล้ากลั่น กลิ้งเกลือกไปทั่วบริเวณ ถ้าท่านโกรธก็จะแสดงอาการฟีดฟัด โมโหโกรธา ชี้เหน้าชี้ตา ออกปากว่าไม่พอใจที่ลูกหลานทำไม่ดีอย่างอย่างนี้ ตัวแทนชาวบ้านก็จะหาขัน 5 มาไหว้มายอมขออโหสิกรรมอย่างนั้นอย่างนี้ เมื่อเจ้าปู่ (ในร่างเทียม) สงบแล้วแล้วก็มากินเครื่องเซ่น แล้วออกฟ้อนออกรำเข้ากับเสียงฆ้องเสียงกลองกับลูกหลาน ถ้าท่านไม่มีเรื่องโกรธ เมื่อเทียมผู้ใดแล้วผู้นั้นก็จะฟ้อนจะรำ กล่าวดีใจในเรื่องนั้นเรื่องนี้ พร้อมทั้งกินเครื่องเช่นไปพลางไม่เชื่อก็อย่าลบหลู่ เพราะมีเรื่องเหลือเชื่อให้คิด คือบางครั้งร่างเทียมหรือร่างทรงกลิ้งเกลือกไปมาบางที่มีตอไม้แหลมคมทิ่มแทง แต่ร่างทรงก็ไม่เป็นอะไร ไม่มีบาดแผล บางครั้งทำอะไรได้ผิดแผกไปจากที่ตอนมีสามัญสำนึก อย่างเช่น ในปัจจุบันนี้ ร่างเทียมของเจ้าปู่เป็นสุภาพสตรี (ขออภัยที่ต้องสงวนนาม) ปกติสุภาพสตรีท่านนี้จะเป็นคนอนามัยจัด ทานอาหารที่สะอาดถูกหลักอนามัย เหล้า บุหรี่ไม่แตะต้อง ใส่หน้ากากปิดจมูกอยู่ประจำ อารมดี แจ่มใส ร่าเริง สุภาพเรียบร้อยมากสมเป็นกุลสตรี แต่พอเจ้าปู่เข้าเทียมแล้วกลายเป็นคนละคน คือ ดื่มเหล้า สูบบุหรี่ (ยาฉุน) กินลาบเลือดได้อย่างสบาย ถ้าเจ้าปู่โกรธก็แสดงอารมณ์เกรี้ยวกราด ชี้หน้าคนโน้นคนนี้ เมื่อเจ้าปู่ออกแล้วและรู้สึกตัวขึ้นมาก็ทำหน้าอายๆ ลุกขึ้นได้ก็เดิน หรือขึ่มอเตอร์ไซค์กลับบ้าน.

2. จ้ำตอนที่มีคนมาขึ้น (บน) เจ้าปู่ คือบางทีมีชาวบ้านบางคนจะเดินทางไปไกล เช่นไปกรุงเทพฯ กรุงไทย หรือลูกหลานจะไปสอบเรียนต่อ หรือสอบบรรจุ หรือชาวบ้านจัดงานรื่นเริงอะไรสักอย่าง ฯลฯ ก็จะไปขึ้นเจ้าปู่เพื่อให้ช่วยคุ้มครองให้อยู่รอดปลอดภัย แคล้วคลาดจากภยันตราย หรือให้ได้สมประสงค์ ผู้ที่ต้องการขึ้นเจ้าปู่ก็จะเอาเหล้าขาว 1 ขวดไปที่บ้านเจ้าจ้ำ แล้วบอกความประสงค์ให้ จ้าจ้ำก็จะดำเนินการ จ้ำให้เอง เมื่อได้สมประสงค์แล้วผู้ขึ้นเจ้าปู่ก็จะไป"คอบ" คือไปบอกให้ถูกต้องตามประเพณี "ไปลา มาบอก" อีกครั้งหนึ่ง โดยเอาเนื้อประมาณสักครึ่งกิโลกรัม ไปให้เจ้าจ้ำ เพื่อให้เจ้าจ้ำได้ทำอาหารเครื่องเช่นไหว้ แล้วจ้ำบอกกล่าวตามที่ผู้ไปขึ้นเจ้าปู่ได้ให้ความไว้

ยังมีวิธีง่ายๆ อีกวิธีหนึ่งคือ ไปที่หอเจ้าปู่ จุดธูป 1 ดอก แล้วประนมมือว่ากล่าวให้ท่านคุ้มครอง และเมื่อสมประสงค์แล้วก็ไปคอบอีกครั้งหนึ่ง

เมื่อเชิญเจ้าปู่มาใหม่ๆ ได้สร้างหอให้ท่านอยู่ในป่าด้านทิศตะวันตกของดานตึงเรียกว่า "หอเจ้าปู่" อยู่มา พ.ศ. 2500 ท่านอาจารย์แถม ศรีหาจักร เห็นว่าอยู่ลึกเกินไป จึงชวนชาวบ้านย้ายออกมาห่างจากที่เดิมประมาณ 20 กว่าเมตร

พ.ศ. 2528 เจ้าปู่ได้สิง (ทับ) ร่างเทียมบอกว่าอยากจะออกจากป่าลึก จะได้เห็นผู้คนลูกหลาน รถ รา บ้าง จึงได้ย้ายอีกครั้งหนึ่งออกมาอยู่ที่ดานใกล้ริมถนนใหญ่ สร้างด้วยไม้ให้ดีและแน่นหนากว่าเดิม

อยู่มาถึงพ.ศ. 2548 ชาวบ้านคำชะอีทั้ง 4 หมู่บ้านเห็นว่าหอเจ้าปู่ชำรุดผุพังมากแล้วตามอายุขัย เห็นสมควรที่จะสร้างหอใหม่ให้ถาวรกว่านี้ ประกอบกับคุณสิงห์ชัย มงคล คหบดีจากกรุงเทพฯ และเป็นสายบุญของสำนักสงฆ์ดานตึงได้เห็นและศรัทธาในความศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าปู่จึงได้มอบปัจจัยส่วนตัว 200,000 บาท เพื่อสร้างหอเจ้าปู่ ที่เหลือนอกนั้นให้ชาวบ้านพิจารณาหามาสมทบ ในเบื้องแรกได้จัดคณะกรรมการดำเนินการ 6- 7 คน นำโดยคุณครูวิบูลย์ สวรรณไตรย์ ไปดูรูปแบบของหอเจ้าปู่ที่อำเภอวาริชภูมิ จังหวัดสกลนคร

เดือน เมษายน พ.ศ. 2549 ได้สร้างหอหรือศาลเจ้าปู่หลังใหม่ขึ้น ออกแบบโดย นายไพบูลย์ แสนโสม (ลูกชายของกำนันแถม แสนโสม) เป็นอาคารก่ออิฐถือปูนอย่างดีเมื่อก่อสร้างหอเสร็จแล้วทางคณะกรรมการดำเนินงานและชาวบ้านเห็นสมควรสร้างองค์เจ้าปู่ขึ้นเพื่อเป็นตังแทนแห่งการเคารพสักการะ จึงได้จัดหาทุนโดยการจัดทำผ้าป่าวันพ่อขึ้น เมื่อได้ทุนแล้ว ครูวิบูลย์ จึงประสานหาโรงงานที่จะหล่อองค์เจ้าปู่ตั้งหลายแห่ง แต่ละแห่งคิดราคาแพงๆทั้งนั้น อย่างต่ำที่สุด 60,000 บาท บางแห่งเป็นแสนขึ้น จนท้อใจ บังเอิญให้นึกถึง นายเวส สุวรรณไตรย์ (มัคทายกวัดสุทัศน์ฯ กรุงเทพ และเป็นพิธีกรระดับประเทศ) คนบ้านคำชะอีและเป็นพี่น้องกัน จึงได้ประสานแบบเดาสุ่มไป นายเวสรู้จักและสนิทสนมกับเจ้าของโรงงาน "สาครหล่อพระ"อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา จึงได้ติดต่อไปสอบถามและต่อรองราคา ปรากฏว่าทางงานนี้ยอมลดราคาลงมาเหลือแค่ 40,000 บาท นับว่าถูกมาก

ปลายปี 2549 ครูวิบูลย์ และ นายณรงค์ อุปัญญ์ จึงลงไปหานายเวส เพื่อจะไปตกลงว่าจ้าง โดยประสานกับนายกรี คนซื่อ (คนบ้านคำชะอี แต่ไปดังที่พนมสารคาม) และได้อาศัยรถนายกรีนี้พาไปพนมสารคาม ได้ตกลงว่าจ้างกับโรงานสาครหล่อพระเป็นที่เรียบร้อย โดยเอารูปใบหน้าเจ้าปู่ที่ อาจารย์จำรัก สุวรรณไตรย์ วาดไว้ให้เป็นแบบ

26 มกราคม 2550 ทางโรงงานให้ลงไปดูและติชม "หุ่น" ที่ปั้นเสร็จ เพื่อจะได้แก้ไข คณะที่ลงไปครั้งนั้น มี คุณครูวิบูลย์ สุวรรณไตรย์ คุณครูเวลา คนซื่อ คุณครูชนะ สุวรรณไตรย์ คุณครูชัยรัตน์ สุวรรณไตรย์ นายพัฒนา คนซื่อ (หัวหน้านายช่างกรมทางในขณะนั้น) นายเวิด สุวรรณไตรย์ (พี่ชายของนายเวส สุวรรณไตรย์) นายประกาศิตย์ สุวรรณไตรย์ (เจ้าของรถตู้ที่พาไป) ภรรยานายประกาศิตย์พร้อมลูกสาว และผู้เขียน นายณรงค์ อุปัญญ์ มีนายกรี คนซื่อ รอรับที่พนมสารคาม และนายกรีได้พาไปทานข้าวที่บ้านของนายวิเชียร ตันเจริญ (เจ้านายของนายกรี และนายวิเชียร ตันเจริญ เป็นพ่อของนายสุชาติ ตันเจริญ นักการเมืองที่มีชื่อเสียง)

14 มกราคม 2550 มีการเททอง (สัมฤทธิ์) หล่อองค์เจ้าปู่ โดยนายณรงค์ อุปัญญ์ เป็นประธานเททอง นายเวส เป็นพราห์มกระทำพิธีบวงสรวง และอ่านโองการ นายกรีเป็นผู้นำรถพาไปจากกรุงเทพไปพนมสารคาม

27 มีนาคม 2550 นายกรี นายเวส พร้อมคณะ นำรูปหล่อของเจ้าปู่ขึ้นมาถึงบ้านคำชะอีโดยรถยนต์ของนายกรีบรรทุกมา และกระทำพิธีบวงสรวง อ่านโองการบูชาฤกษ์ บัดพลีบูชา โดยนายเวส สุวรรณไตรย์ เสร็จแล้ว โห่ 3 รา แล้วเชิญรูปหล่อเจ้าปู่ขึ้นประดิษฐ์ยัง หอ หรือศาล หลังใหม่ ท่ามกลางพี่น้องชาวบ้านคำชะอีและบ้านใกล้เคียงมาร่วมพิธีอย่างล้นหลาม

13 เมษายน 2550 อันเป็นวันสงกรานต์ ได้ทำพิธีสมโภชเจ้าปู่ด้วยในภาคกลางคืนมีมหรสพคบงัน มีจุดดอกไม้ไฟ และจุดพลุถวาย 80 นัด บัดนี้ รูปหล่อแทนองค์เจ้าปู่ได้ประดิษฐานโดดเด่นเป็นสง่าในศาลหลังใหม่ หันหน้าใส่บ้านคำชะอี เพื่อดูแล และปกป้อง คุ้มครองชาวบ้านคำชะอีตลอดจนลูก หลาน เหลน หลอน ...สืบๆไป.

← ข่าวสารทั้งหมด