ข่าวสาร

โรงเรียนชุมชนบ้านคำชะอี

1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

ในสมัยก่อน การจัดการศึกษายังไม่ทั่วถึง ประชาชนทั่วไปน้อยคนนักที่จะมีโอกาสได้เรียนหนังสือ ผู้ที่ได้เรียนนับว่าเป็นผู้ที่มีความกระตือรือร้นและพยายามอย่างยิ่ง และส่วนมากจะอาศัยเรียนที่ "วัด" บางคนบวชเรียน บางคนไปขอเป็นเด็กวัดทำงานให้วัดทุกอย่าง ขอให้ได้เรียนนับว่า "วัด" เป็นแหล่งการศึกษา เป็นคุณูปการ เป็นเนื้อนาบุญอันยิ่งใหญ่ต่อวงการศึกษาในสมัยนั้นในบ้านคำชะอีก็มีลักษณะเดียวกัน อยากเรียนหนังสือก็ต้องอาศัยวัด และวัดโพธิ์ศรีแก้ว นอกจากจะสอนนักธรรม (สำหรับผู้บวชเรียน) แล้วก็เคยเปิดสอนประชาชนทั่วไปให้อ่านออกเขียนได้ ถึงแม้การศึกษายังไม่เป็นระบบก็ตาม ทำให้มีหลายคนที่อ่านออกเขียนได้มาจากวัดโรงเรียนชุมชนบ้านคำชะอี เดิมชื่อ โรงเรียนบ้านคำชะอี "ราษฎร์ประดิษฐ์" เริ่มก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 2459 จากปริญญานิพนธ์ของ อาจารย์นำชัย อุปัญญ์ ( พ.ศ. 2538) ได้บันทึกรายนามครูใหญ่ - อาจารย์ใหญ่ ดังนี้

1. นายกรี สุวรรณธรรม                   ครูใหญ่          พ.ศ. 2459 - 2461

2. นายด่อง จันทรสาขา                   ครูใหญ่          พ.ศ. 2461 - 2462

3. นายคำแดง สร้อยคำหลา              ครูใหญ่          พ.ศ. 2462 - 2463

4. นายผาย กัณวงค์                        ครูใหญ่          พ.ศ. 2463 - 2465

5. นายใหม่ แสนวิเศษ                     ครูใหญ่          พ.ศ. 2465 - 2471

6. นายสาย กระแสเสน                             ครูใหญ่          พ.ศ. 2471 - 2472

7. นายบุ ติยะโคตร                        ครูใหญ่          พ.ศ. 2472 - 2478

8. นายวิชัย คำจันทร์                      ครูใหญ่          พ.ศ. 2478 - 2485

9. นายมี กุลสิงห์                           ครูใหญ่          พ.ศ. 2485 - ( 4 เดือน )

10. นายขุน แสนโคตร                     ครูใหญ่          พ.ศ. 2485 - 2490

11. นายแปลง ธรรมประสาน            ครูใหญ่          พ.ศ. 2490 - ( 3 เดือน )

12. นายขุน แสนโคตร                     ครูใหญ่          พ.ศ. 2490- 2491

13. นายสิงห์ โพธิไสย                      ครูใหญ่          พ.ศ. 2491 - 2501

14. นายแถม ศรีหาจักร                  ครูใหญ่          พ.ศ. 2501 - 2505

15. นายวิเชียร บุตรดีวงศ์                ครูใหญ่          พ.ศ. 2505 - 2509

16. นายจันทร์ ดวงศรี                     ครูใหญ่          พ.ศ. 2509 – 2524

17. นายจินดา จิตจักร                     อาจารย์ใหญ่   พ.ศ. 2524 - 2528

18. นายนพดล อุปัญญ์                    อาจารย์ใหญ่   พ.ศ. 2528 - ปัจจุบัน

นี้เป็นบันทึกในปริญญานิพนธ์ของอาจารย์นำชัย อุปัญญ์ เมื่อ พ.ศ. 2538 ผู้เล่าจึงได้หาข้อมูลเพิ่มเติมอีก ดังนี้

นายนพดล อุปัญญ์ ดำรงตำแหน่งอาจารย์ใหญ่ เมื่อ พ.ศ. 2528 ยังไม่ครบเกษียณราชการก็เสียชีวิตด้วยโรคตับแข็ง เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2540 นายนำชัย อุปัญญ์ ผู้ช่วยอาจารย์ใหญ่จึงรักษาการแทน จนถึงวันที่ 3 มิถุนายน 2541 อาจารย์นำชัย ก็ย้ายไปโรงเรียนบ้านโนนยาง อำเภอหนองสูง อาจารย์ใหญ่คนต่อมา คือ :-

19. นายอุตสาหะ กลางประพันธ์        อาจารย์ใหญ่   พ.ศ. 2541 - 2543

20. นายถิระ นามอุทัย                    อาจารย์ใหญ่   พ.ศ. 2543 - 2543

21. นายธีระ เสียงล้ำ ( ผู้อำนวยการ) 9 พ.ย. 2543 - ปัจจุบัน

ในช่วงที่นายสิงห์ โพธิไสย ( ชาวบ้านทั่วไปจะเรียกท่านด้วยความเคารพว่า "ครูใหญ่สิงห์" ผู้เล่าขออนุญาตเรียกท่านตามชาวบ้าน ) ดำรงตำแหน่งครูใหญ่อยู่นั้น จำนวนนักเรียนเริ่มมากขึ้น จนอาคารเรียนหลังเก่ารองรับไม่ได้ ครูใหญ่สิงห์จึงชักชวนชาวบ้านระดมแรงสร้างอาคารเรียนหลังใหม่ เป็นอาคารหลังใหญ่มาก 2 ชั้น 13 ห้องเรียน เสา 37 ต้น ใหญ่ที่สุดในเขตอำเภอคำชะอี การหาตัวไม้ก็ระดมชาวบ้าน เสา 30 กว่าต้น ก็ตกให้ชาวบ้านช่วยกันหาถากในดงในป่าทั้งใกล้และไกล ตกให้ 4-6 ครัวเรือน ต่อหนึ่งต้น หรือมากกว่าหนึ่งต้นก็ได้ การลากเสาออกจากป่าก็ใช้วิธีแบบภูมิปัญญาชาวบ้าน คือยืมเกวียนชาวบ้านสำหรับบรรทุกเสา เสาแต่ละต้นทั้งใหญ่และยาวหนักมาก วัวลากไม่ไหว ต้องระดมกำลังของนักเรียนลากออกมา เมื่อเอาเสาบรรทุกเกวียนเรียบร้อยแล้ว ก็เอาเชือกหนังเส้นยาวผูกกับเกวียนอย่างแน่นหนา แล้วต่อยาวออกมาข้างหน้าหลายเส้นให้ยาวพอที่จะให้นักเรียนหลายคนชักลากอย่างทุลักทุเล โดยมีครูเป็นผู้ควบคุม ทางสมัยนั้นเป็นทางเกวียนแคบๆ สองข้างทางเป็นป่าทึบ ตรงทางโค้งต้องช่วยกันเบนหัวเสาทีละนิดจนกว่าจะตรงทางแล้วจึงลากต่อ ถึงทางโค้งอีกก็ช่วยกันเบนหัวเสาอีก ดังนี้เรื่อยไป และทางก็เป็นทางที่มีฝุ่นเยอะเท้าหลายเท้าของนักเรียนย่ำลงไป พร้อมทั้งบางครั้งก็ได้เตะเอาฝุ่นด้วยเพราะทางขรุขระ ทำให้ฝุ่นคลุ้งตลอดทาง หายใจเอาฝุ่นเข้าไป พอสั่งน้ำมูก ปรากฏว่าน้ำมูกดำปี๋เลย การลากเสามานี้ลากได้วันละต้น สองต้น แล้วแต่ว่าจะยืมเกวียนชาวบ้านได้มากน้อยขนาดไหน และดูกำลังขอนักเรียนด้วยทุกคนเหนื่อยแต่สนุกและมีความสุข ครูใหญ่สิงห์ท่านมีจิตวิทยาสูงมาก ปลอบขวัญให้กำลังใจตลอด ท่านบอกว่า "ขุดน้ำบ่อ ก่อศาลา ยอขาผู้เฒ่า" นี้จะได้บุญมาก ขุดน้ำบ่อ ก็คือขุดบ่อน้ำให้คนทั้งหลายได้ดื่มได้ใช้ ก่อศาลาคือสร้างศาลาไม่ว่าศาลาริมทาง หรือศาลาโรงเรียน ยอขาผู้เฒ่าแปลว่ายกขาผู้เฒ่า หมายถึงการปัดกวาดถนนหนทาง มีเศษไม้หรือหนามก็เอาออกไปทิ้ง ทำสิ่งเหล่านี้ถือว่ามีบุญมาก

เมื่อได้เสาครบแล้วก็หาไม้โครงต่างๆ ทั้งกระดานพื้น กระดานฝา อันนี้เป็นเรื่องของชาวบ้านระดมกันจัดหา เมื่อทุกสิ่งทุกอย่างพร้อมแล้ว ก็ว่าจ้างช่างชาวญวนจากมุกดาหารโดยมี "องมอด" เป็นหัวหน้าช่างมาสร้างจนแล้วเสร็จในปี 2500

เมื่อสร้างเสร็จแล้วก็มีการฉลองที่ยิ่งใหญ่มากในสมัยนั้น มีการเตรียมงานอย่างยิ่งใหญ่ มีการแสดงของนักเรียนทุกระดับชั้น โดยเฉพาะ การฟ้อนของนักเรียนหญิงตั้งแต่ ป. 1 ถึง ป. 4 ในสมัยนั้นนักเรียน ป. 4 เกือบเป็นสาวแล้ว โดยโรงเรียนได้เชิญ นายบุญชัย ไวสู้ศึก (น้องชายของคุณครูเวชณิชย์ ไวสู้ศึก ซึ่งต่อมาก็คือคุณครูบุญชัย ไวสู้ศึก) ตอนนั้นนายบุญชัยยังเป็นนักเรียนอยู่

( เข้าใจว่าเป็นนักเรียน ม.ปลาย) ท่านสอนฟ้อน 2 รายการที่มีเพลงประกอบ รายการที่หนึ่งมีเพลง

"แม่เอยงามจริง งามเหลือทุกสิ่งเปรียบเปรย เกินหาคำใดเอ่ย มาเฉลยคำอ้าง ... "

( ต่อมาจนผู้เล่าเป็นหนุ่มจึงได้รู้ว่าเป็น "เพลงกินรีเล่นน้ำ) รายการที่สองใช้เพลงพม่ารำขวาน "รำ

เถิดน้องแม่รูปทองขอเชิญมารำ จะช้าอยู่ไฉนดูใครๆเขาออกมารำ ตามทำนองเสียงเพลงร้องส่งนำ

... " สองเพลงนี้เป็นที่สือฮามากร้องได้กันทั้งหมู่บ้านทุกระดับชั้น ขนาดออกไปเลี้ยงควายอยู่กลางทุ่งก็ยังได้ยินมาจากหลังควาย (ไม่ใช่จากวิทยุแต่จากปากของเด็กเลี้ยงควาย เพราะวิทยุสมัยนั้นทั้งบ้านคำชะอีมีเพียงสองเครื่อง คือของเจ๊กหมาคำ เตี่ยของคุณบุญช่วย แซ่เซีย และอีกเครื่องจำไม่ได้ว่าเป็นของใคร วิทยุสมัยนั้นใช้ถ่านเป็นลัง ประมาณ 6 โหล ) การแสดงรายที่สองนี้ นายบุญชัยได้คิดประยุกต์เครื่องประกอบการฟ้อน คือ เศษกระดานพื้น กระดานฝาที่เหลือจากการสร้างโรงเรียน ตัดเอากว้างยาวประมาณ 7 X 12 ซม. ให้ผู้ฟ้อนถือคนละสองอัน เวลาฟ้อนในท่าที่เอามือสองข้างขึ้นเหนือศีรษะก็จะเอาไม้ที่ถือนี้กระทบกันให้รับกับจังหวะเพลง ดูแล้วพร้อมกันสวยงามมาก เป็นที่ฮือฮามาก ส่วนผู้เล่าตอนนั้นอยู่ ป. 3 แสดงหมอลำหมู่ โดยแสดงเป็นพ่อพระยา แต่ถ้าพี่ชายอยู่พี่ชายจะเป็นพ่อพระยา ผู้เล่าก็เล่นเป็นเสนาหมากขี้กา และเป็นท้าว และแต่งกลอนลำให้คนอื่นลำ เรื่องที่แสดงคือ จำปาสี่ต้น ตัวนางอัคดีคือ ด.ญ. มาลาตรี อุปัญญ์ (ที่สาวของอาจารย์นำชัย อุปัญญ์ ) นาง คำกองคือ ด.ญ. สำลี ศรีหาจักร (พี่สาวของคุณเกียรติศักดิ์ ศรีหาจักร) และด.ญ.ปราศรัย คนซื่อ (ภรรยาของผู้ใหญ่วันเทศ กุลวงค์) สับเปลี่ยนกัน นางสนม ก็มี ด.ญ.กอดแก้ว แสนโสม (น้องสาวของคุณทองไพ แสนโสม) เสนาหมากขี้กาที่สร้างสีสันให้แก่คณะมากที่สุด คือ ด.ช.เด่นชัย สุวรรณไตรย์ (อาจารย์เด่นช้ย สุวรรณไตรย) มีมุกตลกมากมาย หมอแคนคือ นายเอาวัลย์ อุปัญญ์ พี่ชายคนโตของผู้เล่า ถ้าแก่ไม่อยู่ก็ให้ ด.ช. อุดม คำใบ แทนพอกล้อมแกล้มไปได้และอีก 3-4 คน จำไม่ได้ (หมอลำคณะนี้มีแต่เด็กๆ แต่ดังมาก ได้แสดงแลกพริกใครอยากชมต้องเอาพริกมาแลก ได้พริกตั้งหลายกิโลกรัม และยังรับงานทั้งในบ้าน และต่างบ้าน งานละ 20 บาทสมัยนั้นถือว่ามากและคุ้มค่า หมอลำคณะนี้ได้สลายลงเมื่อครอบครัวของผู้เล่าย้ายไปนิคมคำสร้อยเมื่อปี 2501) ครูใหญ่สิงห์ ท่านเป็นคนบ้านหนองห้าง อำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ แต่มามีภรรยาที่บ้านคำชะอี ในช่วงที่ท่านเป็นครูใหญ่ นอกจากพาชาวบ้านสร้างอาคารเรียนแล้ว ท่านก็ได้พัฒนาโรงเรียนให้ก้าวหน้าขึ้นอยู่ในแนวหน้าของอำเภอคำชะอี จนได้เขียนป้ายติดที่หน้าอาคารหลังที่ท่านพาสร้างว่า "โรงเรียนโพธิไสยวิทยา" ต่อมาในช่วงที่ ครูใหญ่แถม ศรีหาจักร เป็นครูใหญ่นั้น ก็มีเรื่องฮือฮา ตื่นเต้น และดีใจสำหรับชาวบ้านคำชะอี คือ จอมพล สฤษดิ์ ธนรัชต์ นายกรัฐมนตรี ได้มาเยี่ยมบ้านคำชะอีทั้งนี้เนื่องจากว่า สมัยเป็นเด็ก เด็กชายแถม และเด็กชายสฤษดิ์ มีบ้านอยู่ในซอยเดียวกันในมุกดาหาร จึงเป็นเพื่อนที่รักกันมาก ไปไหนไปด้วยกัน " ... ท่านสฤษดิ์เป็นคนชอบเที่ยว ชอบเล่นสมัยนั้นยังไม่มีอะไรให้เล่น วันๆ มีแต่เล่นน้ำโขง เล่นในน้ำตื้นๆ เพราะยังว่ายน้ำไม่เก่งโดยเฉพาะสฤษดิ์ว่ายน้ำยังไม่แข็ง เพราะเป็นคนอ้วนลุ้ยอ้าย ... เขาก็ชอบเป็นหัวหน้า พาคิดหาเรื่องเล่นสนุกๆเพื่อนๆ ก็เลยตั้งให้เป็นหัวโจก แต่เวลาสฤษดิ์จะไปไหน สฤษดิ์จะไม่ลืมเพื่อน ... " นี่เป็นคำเล่าส่วนหนึ่งของครูใหญ่แถมที่เล่าถึงความเป็นเพื่อนกับจอมพลสฤษดิ์ อยู่มา พ.ต.หลวงเรืองเดชอนันต์ (ทองดี ธนรัชต์) พ่อของเด็กชายสฤษดิ์ก็ได้นำเด็กชายสฤษดิ์เข้าหนังสือที่กรุงเทพ จนเวลาผ่านไปหลายปี เด็กชายสฤษดิ์ก็ได้กลายเป็นจอมพลสฤษดิ์นายกรัฐมนตรี แต่ไม่เคยลืมเพื่อนเมื่อสมัยเป็นเด็ก เมื่อจอมพลสฤษดิ์มาตรวจราชการที่ภาคอีสาน ได้เลยมาที่มุกดาหาร (สมัยนั้นเป็นอำเภอขึ้นนครพนม) จึงได้ขึ้นแฮริคอปเตอร์มาเยี่ยมครูใหญ่แถมที่บ้านคำชะอี ชาวบ้านให้การต้อนอย่างใหญ่โต เมื่อท่านขึ้นอาคารเรียนหลังที่ครูใหญ่สิงห์พาสร้าง ท่านก็ติบันไดชันมากขึ้นให้แก้ไข ต่อมาครูใหญ่แถมจึงได้แก้ไข เมื่อจอมพลสฤษดิ์จะกลับท่านได้เอาเงินส่วนตัวให้ครูใหญ่แถมในฐานะเพื่อนรักเก่า เมื่อครูใหญ่แถมกลับถึงบ้านเอาเงินออกมานับดูเป็นเงิน 20,000 บาท (สมัยนั้นมีค่ามากเหลือเกิน) ที่เล่ามานี้เป็นเหตุการณ์ตอนหนึ่งในช่วงที่ครูใหญ่แถมเป็นครูใหญ่ที่นี่

ปัจจุบัน โรงเรียนชุมชนบ้านคำชะอี ได้รับการพัฒนาคุณภาพการศึกษาให้นักเรียนเป็นผู้ที่ "เก่ง ดี มีความสุข" เปิดการเรียนการสอนตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงระดับประถมศึกษาตอนปลายภายใต้การอำนวยการของ ท่านผู้อำนวยการธีระ เสียงล้ำ นักบริหารมืออาชีพ บริหารทั้งการศึกษาและบริหารชุมชนด้วย ท่านเข้ากับชุมชนได้ดีมาก จึงสามารถดึงบุคลากรในท้องถิ่นเข้ามาสนับสนุนการศึกษา ยังผลให้การศึกษาก้างหน้าอย่างน่าชื่นชม.

หมายเหตุ ผอ.ธีระ เสียงล้ำ เป็นชาวบ้านห้วยทราย และเป็นที่น่าชื่นชมว่าบ้านห้วยทรายมีบุคลากรในวงการศึกษาที่เป็นถึงระดับผู้อำนวยการในปัจจุบัน ถึง 8 คน คือ

1. นายสมบัติ ผิวขำ

2. นายอุทิศ ผิวขำ

3. นายธีระ เสียงล้ำ

4. นายสมปอง เสียงล้ำ (น้องนายธีระ เสียงล้ำ)

5. นายกิตติศักดิ์ เสียงล้ำ

6. นายนิพนธ์ เสียงล้ำ

7. นายอาทิตย์ อมรสิน (เขยบ้านห้วยทราย)

8. นายชัยยา สาระไชย (เขยบ้านห้วยทราย)

( นายกิตติศักดิ์ เสียงล้ำ ผู้ให้ข้อมูล เมื่อ 1 พ.ย. 2552)

← ข่าวสารทั้งหมด