โรงเรียนคำชะอีพิทยาคม
ผู้ที่จุดประกายในเรื่องการตั้งโรงเรียนนี้ คือ อาจารย์บรรเลง อุปัญญ์ อาจารยใหญ่โรงเรียนบ้านนาปุ่งในขณะนั้น (ท่านเสียชีวิตเมื่อ 8 พฤษภาคม 2546) อาจารย์บรรเลงเป็นเพื่อนรักกับ อาจารย์อรุณ ธานี อาจารย์ใหญ่โรงเรียนคำบกวิทยาคารในขณะนั้น ทั้งสองท่านนี้ได้พบกัน ในวันหนึ่ง อาจารย์อรุณได้ปรารภกับกับอาจารย์บรรเลงว่าจะขอเปิดสาขาของโรงเรียนคำบกวิทยาคาร ที่บ้านคำชะอีจะได้ไหม อาจารย์บรรเลงก็มีความต้องการอย่างแรงกล้าอยู่แล้วที่จะให้มีโรงเรียนมัธยมในหมู่บ้านจึงเห็นด้วยในหลักการ แต่ได้บอกอาจารย์อรุณว่าจะขอปรึกษากับชาวบ้านดูก่อน
ไม่กี่วันต่อมาอาจารย์บรรเลงก็ได้เสนอเรื่องนี้ในที่ประชุมใหญ่ของชาวบ้านคำชะอีที่วัดโพธิ์ศรีแก้ว ชาวบ้านทุกคนเห็นด้วย แต่ไม่เห็นด้วยที่จะให้เป็นสาขาของโรงเรียนคำบกวิทยาคาร
อาจารย์วิบูลย์ สุวรรณไตรย์ จากโรงเรียนชุมชนบ้านคำชะอี เสนออยากให้เป็นสาขาของโรงเรียนคำชะอีวิทยาคาร อำเภอคำชะอี ชาวบ้านทุกคนเห็นด้วย วันต่อมา อาจารย์วิบูลย์ จึงได้ปรึกษากับอาจารย์เพียร สุวรรณไตรย์ ผู้อำนวยการโรงเรียนคำชะอีวิทยาคารในขณะนั้น อาจารย์เพียร ตกลงทันทีโดยไม่ต้องคิด โดยให้สภาตำบลคำชะอีทำเรื่องเสนอมา ทางสภาตำบลคำชะอีโดย กำนันแถม แสนโสม เป็นประธานสภาฯ มีอาจารย์วิบูลย์ เป็นเลขาสภาฯ ก็ได้ทำเรื่องขอให้โรงเรียนคำชะอีวิทยาคาร มาเปิด โรงเรียนคำชะอีวิทยาคาร สาขาบ้านคำชะอี ขึ้นที่บ้านคำชะอี และได้รับอนุมัติทันที
ในที่สุด โรงเรียนคำชะอีวิทยาคาร สาขาบ้านคำชะอี ก็ได้เปิดรับนักเรียนรุ่นแรกในปีการศึกษา 2534 โดยโรงเรียนคำชะอีวิทยาคารได้ส่ง อาจารย์ประพันธ์ วังคะฮาต ผู้ช่วยผู้อำนวยการโรงเรียนคำชะอีวิทยาคาร มาเป็นผู้ประสานงาน ใช้ที่ทำการสภาตำบลคำชะอี (ตอนนั้นที่ทำการสภาตำบลคำชะอีอยู่ที่บริเวณสถานีอนามัยในปัจจุบัน ต่อมาได้รื้อลงไปสร้างใหม่ที่หน้าวัดโพธิ์ศรีแก้ว เตี๋ยวนี้เป็นทีทำการผู้ใหญ่บ้านหมู่ 11) เป็นอาคารเรียนชั่วคราว ต่อมา อาจารย์ประพันธ์ ได้รับคำสั่งกรมสามัญศึกษาให้ไปดำรงตำแหน่งอาจารย์ใหญ่โรงเรียนดงหลวงวิทยา อ. ดงหลวง จ. มุกดาหาร โรงเรียนคำชะอีวิทยาคารจึงมีคำสั่งให้ อาจารย์ส่งเสริม เมืองฮาม อาจารย์ 2 ระดับ 5 โรงเรียนคำชะอีวิทยาคาร มาเป็นผู้ประสานแทน ต่อมาชาวบ้านได้ช่วยกันสร้างอาคารเรียนชั่วคราวให้ 1 หลัง โดยการนำของ กำนันแถม แสนโสม (เป็นทั้งกำนันและประธานสภาตำบลคำชะอีในขณะนั้น) ผู้ใหญ่เหมย สุวรรณไตรย์ ผู้ใหญ่สกล คนซื่อ ผู้ใหญ่เปอะ วังคะฮาต ผู้ช่วยผู้ใหญ่ วันเทศ กุลวงค์ อาจารย์วิบูลย์ สุวรรณไตรย์ อาจารย์พิน สุวรรณไตรย์ (ท่านอาจารย์พินผู้นี้เป็นนักประสานสิบทิศที่มีศักยภาพสูงมากหาผู้เสมอไม่ได้) พร้อมทั้งชาวบ้านทั้ง 4 หมู่บ้าน และหมู่บ้านอื่นๆ นับเป็นความร่วมมือครั้งยิ่งใหญ่มากครั้งหนึ่งในประวัติบ้านคำชะอี ไม่มีงบประมาณแม้สลึงเดียวแต่เอาแรงกายแรงใจและพลังสามัคคีตู้เอา ขอบริจาคจากชาวบ้านตามกำลังศรัทธา บางคนก็บริจาคต้นไม้แล้วพากันไปเลื่อย ใครมีเลื่อยยนต์ อย่างเช่น คุณสันดร คนซื่อ ก็เอามาเลื่อยให้ฟรี เงินที่ชาวบริจาคเป็นค่าน้ำมัน เงินซื้อสังกะสีไม่มีเพราะราคาตั้ง 30,000 บาท อาจารย์วิบูลย์ก็ไป "เซ็น" เอาจาก "ร้านสุขุมภัณฑ์" อำเภอบัวขาว ซึ่งทางร้านก็ใจดีและเห็นความสำคัญของการศึกษาก็ให้ "เซ็น" มา เป็นเวลาหลายเดือนกว่าจะหาเงินไปใช้ได้หมด
ตอนแรกๆ ก็มีปัญหาเรื่องที่ดินบ้างนิดหน่อย กล่าวคือ ที่ดินตรงที่ตั้งโรงเรียนคำชะอีพิทยาคม นี้ เป็นที่ดินของ ราชพัสดุ โดยให้โรงเรียนชุมชนบ้านคำชะอี เป็นผู้ดูแล และโรงเรียนชุมชนบ้านคำชะอีได้ทำเป็นสวนเกษตรของนักเรียน อาจารย์นพดล อุปัญญ์ อาจารย์ใหญ่ของโรงเรียนชุมชนฯ ขณะนั้น ท่านก็เป็นนักพัฒนาด้านการศึกษา และท่านมีโครงการเปิดโรงเรียนประถมขยายโอกาสอยู่แล้ว พอชาวบ้านขอตั้งโรงเรียนมัธยมขึ้นท่านก็เลยสะดุดความคิดนิดหนึ่ง ต่อเมื่อได้พูดคุยทำความเข้าใจกับชาวบ้าน และสอดคล้องกับความคิดของท่านอยู่แล้ว ท่านก็ตกลงมอบที่ดินดังกล่าวนี้ให้ และให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ชาวบ้านพากันสร้างอาคารชั่วคราวได้ 1 หลัง ในปี พ.ศ. 2536 นายบรรจง พงษ์ศาสตร์อธิบดีกรมสามัญศึกษาในขณะนั้น ได้มาตรวจราชการที่โรงเรียนดงมอญวิทยาคม อ.เมือง จ.มุกดาหาร อาจารย์เพียรจึงได้เชิญท่านมาที่โรงเรียนสาขาของคำชะอีวิทยาคารแห่งนี้ เพื่อให้ชาวได้มอบอาคารเรียนชั่วคราวให้ ท่านก็ได้มาและรับมอบอาคารเรียนชั่วคราวเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2536 ชาวบ้านได้ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น มีพิธีบายศรี สู่ขวัญให้ และผูกผ้าขาวม้ารอบเอวให้ตั้งหลายผืน จนท่านประทับใจในความ "เยอะแยะ" ของผ้าขาวม้า และขณะเดียวกันนี้ทางชาวบ้านก็ได้ขอท่านเปิดโรงเรียนสาขาแห่งนี้ให้เป็นเอกเทศ ท่านก็รับปากว่า จะพิจารณาให้เป็น "หนึ่งในร้อย" ของโรงเรียนมัธยมทั่วประเทศที่จะเปิดในปีงบประมาณ 2537 แต่ขอให้ทำเรื่องไปยังกรมสามัญศึกษาโดยด่วน
เมื่อท่านกลับแล้วทางสภาตำบลและชาวบ้านก็ประชุมใหญ่อีกครั้งหนึ่งเพื่อจะหาชื่อของโรงเรียน ต่างก็มีแนวคิดหลายแนวคิด เช่นบางท่านก็ว่าน่าจะเอาชื่อของบรรพบุรุษในอดีตที่เคยสร้างบ้านแปลงเมืองเรามา เช่น ขุนคำชะอีบำรุง ขุนนิคมคำชะอี เจ้าชัยอภิเดช ฯลฯ บางคนก็ออกความเห็นว่าน่าจะให้มีคำว่า "คำชะอี" แล้วหาคำต่อท้าย ก็นึกถึงโรงเรียนคำชะอีวิทยาคารซึ่งเป็นโรงเรียนแม่ ก็น่าจะเอาคำต่อท้ายที่ใกล้เคียงกับโรงเรียนแม่ สุดท้ายที่ประชุมก็เอาชื่อว่า "โรงเรียนคำชะอีพิทยาคม" เมื่อได้ชื่อโรงเรียนแล้วก็ทำหนังสือเพื่อขอเปิดเป็นโรงเรียนเอกเทศโดยได้ดำเนินการตามขั้นตอนทันที หนังสืออีกชุดหนึ่งได้นำลงไปหาท่านเองที่กรมสามัญศึกษา
ที่ลงไปคราวนั้น มี
1. กำนันแถม แสนโสม
2. ผู้ใหญ่เหมย สุวรรณไตรย์
3. ผู้ใหญ่เปอะ วังคะอาด
4. นายวันเทศ กุลวงค์
5. อาจารย์วิบูลย์ สุวรรณไตรย์
6. ผู้ใหญ่เสนาะ อุปัญญ์
7. อาจารย์นำชัย อุปัญญ์
8. นายสันดร คนซื่อ
9. อาจารย์พัฒนี สุรรณไตรย์
10. นางวินัย วังคะฮาต
11. นางปราศรัย กุลวงค์
12. นางทองมี ไวสู้ศึก
13. นางดำเผิน แสนโสม
14. นางประสงค์ สวัสดิวงศ์ชัย
ลงไปคราวนั้นบังเอิญอธิบดีไม่อยู่ ท่านติดราชการที่อื่น จึงฝากหนังสือให้เจ้าหน้าที่ไว้โดยบอกว่าชาวบ้านคำชะอีนำหนังสือขอเป็นโรงเรียนมัธยมเป็นเอกเทศมาเสนอให้ท่านอธิบดีพิจารณา เจ้าหน้าที่ท่านนี้เคยได้ติดตามท่านอธิบดีมาที่บ้านคำชะอีเมื่อคราวมอบอาคารเรียนชั่วคราว เมื่อรำลึกได้ก็ร้องอ๋อทันทีพร้อมทั้งถามคืนว่า "บ้านที่มอบผ้าขาวม้าให้เยอะแยะนั้นเรอะ" ทางคณะก็ตอบว่าใช่แล้ว เจ้าหน้าท่านนั้นก็พอใจและรับปากว่าจะนำหนังสือนำเรียนท่านอธิบดีให้
ในที่สุดวันแห่งความปลาบปลื้มก็มาถึง วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2537 กระทรวงศึกษาธิการ ได้ประกาศจัดตั้งโรงเรียนมัธยมในอำเภอคำชะอีอีกหนึ่งโรง ชื่อว่า "โรงเรียนคำชะอีพิทยาคม" มีนายสถิต จิตจักร ผู้อำนวยการโรงเรียนคำชะอีวิทยาคารเป็นผู้บริหารคนแรก (อาจารย์เพียร นั้น ได้ย้ายไปดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนเรณูนครวิทยานุกูลแล้ว)
ต่อมา กรมสามัญศึกษาได้มีคำสั่งที่ 2292/2537 ลงวันที่ 13 พฤษภาคม 2537 แต่งตั้งให้นายส่งเสริม เมืองฮาม มาดำรงตำแหน่ง ครูใหญ่ - อาจารยใหญ่ และผู้อำนวยการระดับ 8 มาจนถึงปัจจุบัน (พ.ศ.2552)
โรงเรียนคำชะอีพิทยาคม เป็นโรงเรียนที่ชาวบ้านให้ความสนใจส่งบุตรหลานเข้าเรียน ไม่ว่าในเขตบ้านคำชะอี หรือจากบ้านอื่น ท้องถิ่นอื่น นอกจากนี้ยังมีผู้เห็นความสำคัญของศึกษามาให้ความอุปการะ โดยมอบเงินเพื่อเป็นทุนการศึกษาของนักเรียน ดังต่อไปนี้ :-
1. พระเดชพระคุณเจ้า พระวิเทศธรรมรังษี เจ้าอาวาสวัดไทยกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. หรือหลวงตาชี ได้กรุณามอบเงินจำนวน 200,000 บาท เพื่อตั้งเป็นมูลนิธิ ชื่อว่า "มูลนิธิหลวงพ่อพระมหาสุรศักดิ์ ชีวานนุโท" ปัจจุบันเป็นเงินถึง 624,756 กว่าบาทแล้ว นอกจากนี้ท่านยังให้งบสิ่งก่อสร้างและการสอนอีกหลายอย่าง เช่น
- อาคารเรียน ขนาด 4 ห้องเรียน เป็นเงิน 1,200,000 บาท
- อัฒจรรย์เชียร์กีฬา เป็นเงิน 144,750 บาท
- อาคารเกษตร เป็นเงิน 100,000 บาท
- สื่อการสอนเทคโนโลจี เช่น เครื่องฉายภาพข้ามศีรษะ และอีกหลายรายการ
นอกจากนี้ท่านยังให้ทุนการศึกษาแก่นักเรียนที่ขัดสน โดยให้ทุนเรียนตั้งแต่ระดับมัธยมจนถึงระดับอุดมศึกษา มีผู้จบปริญญาตรีออกมามีงานทำแล้วหลายคน และกำลังเรียนต่อปริญญาโทก็มี นับว่าพระเดชพระคุณท่านมีเมตาบารมีคุณูปการต่อโรงเรียนอย่างอเนกอนันต์
พระวิเทศธรรมรังษี เดิมท่านชื่อ พระมหาสุรศักดิ์ ชีวานนุโท ได้บวชเรียนที่วัดโพธิ์ศรีแก้วบ้านคำชะอี เป็นศิษย์ของท่านพระครูอุน เขมิโย ท่านเป็นผู้ที่เรียนเก่งมากจนสอบเปรียญได้เป็นมหา คนทั้งหลายจึงนมัสการเรียกท่านว่า "พระมหาสุรศักดิ์" ท่านมีความเจริญในธรรมจนตำแหน่งสูงขึ้นเรื่อยๆ จนปัจจุบันท่านดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดไทยกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ประเทศสหรัฐอเมริกา ท่านเป็นพระที่มีชื่อเสียงทั่วประเทศมีลูกศิษย์ลูกหามากมาย
เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2546 ท่านมาเยี่ยมโรงเรียนคำชะอีพิทยาคม ทางโรงเรียนจัดพิธีบายศรีสู่ขวัญและอวยพรปีใหม่ให้ท่าน มีโรงเรียนหลายโรงเรียนที่ท่านให้ความอุปการะนำรายการแสดงมาแสดงเฉลิมฉลองงานนี้ให้ท่าน ตอนนั้นข้าพเจ้านายณรงค์ อุปัญญ์ ผู้เล่า ยังสอนอยู่มี่โรงเรียนหนองสูงสามัคคีวิทยา ได้นำนักเรียนมาแสดงดนตรีไทยเพื่อเฉลิมฉลองงานด้วย
2. กองทุนการศึกษา เพียร-ประภาพร สุวรรณไตรย์ เริ่มแรกเป็นเงิน 10,000 บาท ปัจจุบันเป็นเงิน 30,000 กว่าบาทแล้ว
3. กองทุนประพันธ์-ฟ้าหยาด เริ่มแรก (ปี 2536) เป็นเงิน 2,000 บาท ปัจจุบันเป็นเงิน 167,453 บาท
4. กองทุน นิชนันท์-เสาวนิตย์ วังคะฮาต เริ่มแรก เป็นเงิน 100,000 บาท ปัจจุบันเป็นเงิน 194,101 บาท
คุณนิชนันท์ และเสาวนิตย์ วังคะฮาต เป็นสองสาวพี่น้องชาวบ้านคำชะอี เป็นบุตรสาวของ นายวันทอง และนางพลอย วังคะสาต สองสาวนี้แต่งงานและทำมาหากินที่กรุงเทพ มีฐานะดีถึงขั้นคหบดี แต่ยังเป็นคนติดดิน รักบ้านเกิด ไม่ลืมชาติกำเนิด ไม่ถือเนื้อถือตัวว่าเป็นผู้มีฐานะดีกลับมาเยี่ยมบ้านก็ยังให้ความเป็นกันเองกับญาติพี่น้องอย่างเสมอต้นเสมอปลายโดยไม่รังเกียจเดียดฉันท์ ที่สำคัญคือเป็นคนมีวิสัยทัศน์กว้างไกล มองเห็นความสำคัญของการศึกษา จึงได้มาตั้งกองทุนให้แก่โรงเรียนดังกล่าวแล้ว และยังเป็นผู้ให้ความอุปถัมภ์บำรุงวัดวาศาสนาอีกหลายแห่งไม่แน่ในอนาคตอันไม่ไกล สองสาวคนดีศรีวังคะฮาตนี้อาจจะมาตั้งมูลนิธิให้แก่โรงเรียนคำชะอีไม่แน่ในอนาคตอันไม่ไกล สองสาวคนดีศรีวังคะฮาตนี้อาจจะมาตั้งมูลนิธิให้แก่โรงเรียนคำชะอีพิทยาคมอีกมูลนิธิหนึ่งก็เป็นเรื่องที่เป็นไปได้
โรงเรียนคำชะอีพิทยาคม โดยการบริหารของ ผู้อำนวยการส่งเสริม เมืองฮาม ร่วมกับคณะครูและบุคลากรทุกฝ่ายได้พากันทุ่มเทพัฒนาการศึกษาให้แก่เยาวชนลูกหลานจนก้าวหน้า นักเรียนมีผลงานมากมายจนมีชื่อเสียงขจรขจายไปไกล จนได้รับการคัดเลือกให้นักเรียนและคุณครูหลายท่านให้ไปศึกษาดูงานต่างประเทศ เช่น สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ มาแล้วหลายครั้ง และคงจะพัฒนาไปเรื่อยๆ โดยไม่หยุดยั้ง สมเป็นสถานที่ที่ขัดเกลาจิตวิญญาณของเยาวชนให้มุ่งสู่ความเป็นสาธุชน.
ตระกูลสุวรรณไตรย์