ถึงคราวเป็น "อำเภอร้าง"
ตำนาน ความเชื่อ และประวัติศาสตร์ของบ้านคำชะอี
บ้านคำชะอีเป็นชุมชนเก่าแก่ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน ทั้งยังเป็นถิ่นฐานของชาวผู้ไทที่สืบทอดวัฒนธรรม ประเพณี และเรื่องเล่าจากบรรพบุรุษมาหลายชั่วอายุคน
เรื่องราวหนึ่งที่ผู้เฒ่าผู้แก่เล่าต่อกันมา คือ ตำนานคำสาปของชาวผู้ไท ซึ่งแม้จะเป็นเพียงความเชื่อพื้นบ้าน แต่ก็สะท้อนวิธีคิดและมุมมองของผู้คนในอดีตได้เป็นอย่างดี
ตำนานคำสาปของนางลาว
ตามคำบอกเล่า เมื่อชาวผู้ไทอพยพจากเมืองแถงมาอยู่ภายใต้การปกครองของนครเวียงจันทน์ มี ท้าวก่า เป็นผู้นำ และได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าเมืองวัง
เจ้าอนุรุธราชแห่งเวียงจันทน์ได้พระราชทาน นางลาว ซึ่งเป็นพระสนม ให้เป็นชายาของท้าวก่า ทั้งสองมีบุตรชายสองคน คือ ท้าวก่ำ และ ท้าวแก้ว
เมื่อท้าวก่าเสียชีวิต ท้าวก่ำได้รับตำแหน่งเจ้าเมือง ส่วนท้าวแก้วได้รับแต่งตั้งเป็นอุปราช
แต่ด้วยความหวาดระแวงว่า ท้าวแก้วอาจชิงอำนาจ ท้าวก่ำจึงตัดสินใจสั่งประหารน้องชายของตนเอง
นางลาวผู้เป็นมารดาเสียใจและโกรธเป็นอย่างมาก จึงกล่าวคำสาปว่า
"อย่าให้ลูกหลานผู้ไทได้อยู่เรือนพื้นแป้นแผ่นกระดานกับเขาเลย"
ภายหลังเมื่ออารมณ์สงบลง นางลาวก็เกรงว่าคำสาปจะส่งผลต่อลูกหลานในอนาคต จึงอธิษฐานแก้คำสาปให้เบาลง โดยกล่าวว่า
"เมื่อใดก้อนทั่งเหล็กที่โยนลงแม่น้ำโขงเปื่อยสลายเป็นโคลน เมื่อนั้นลูกหลานผู้ไทจึงจะมีความเจริญรุ่งเรือง"
จากนั้นจึงโยนก้อนทั่งเหล็กลงสู่แม่น้ำโขง
เรื่องนี้เป็นเพียง ตำนานพื้นบ้าน ที่เล่าขานสืบต่อกันมา เพื่ออธิบายเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับบ้านเมืองของชาวผู้ไทในอดีต
ความเปลี่ยนแปลงของเมืองผู้ไท
ผู้เฒ่าหลายท่านมักกล่าวว่า เมืองสำคัญของชาวผู้ไทหลายแห่งมีการเปลี่ยนแปลงที่ตั้งหรือบทบาททางการปกครอง เช่น
- เมืองหนองสูง ย้ายศูนย์กลางการปกครองไปนาแก
- เมืองเรณูนคร ย้ายที่ตั้งเข้าสู่พื้นที่ธาตุพนม
- เมืองกุดสิม ย้ายเข้าสู่บัวขาว
- รวมถึงบ้านคำชะอี ที่ต่อมากลายเป็นเพียงที่มาของชื่ออำเภอ
หลายคนจึงเชื่อมโยงเหตุการณ์เหล่านี้เข้ากับตำนานคำสาปของนางลาว แม้ว่าจะไม่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ยืนยันก็ตาม
มุมมองตามหลักพระพุทธศาสนา
พระพุทธศาสนาสอนว่า
"สรรพสิ่งทั้งหลายล้วนไม่เที่ยง มีเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา"
การเปลี่ยนแปลงของบ้านเมือง จึงอาจเป็นเพียงวัฏจักรธรรมชาติของสังคม มิใช่เพราะคำสาปเพียงอย่างเดียว
บ้านคำชะอีกับการสูญเสียสถานะที่ว่าการอำเภอ
บ้านคำชะอีได้รับการจัดตั้งเป็น กิ่งอำเภอคำชะอี เมื่อปี พ.ศ. 2484
อย่างไรก็ตาม ในเวลานั้นพื้นที่ยังเป็นป่าทึบ การคมนาคมยากลำบาก อีกทั้งมีโรคไข้ป่าระบาด เจ้าหน้าที่ที่เข้ามาปฏิบัติราชการหลายคนเจ็บป่วยและเสียชีวิต
ด้วยเหตุผลด้านความสะดวกและความปลอดภัย ทางราชการจึงมีคำสั่งในปี พ.ศ. 2492 ให้ย้ายที่ว่าการกิ่งอำเภอไปตั้งที่ บ้านน้ำเที่ยง ซึ่งอยู่ห่างจากบ้านคำชะอีประมาณ 10 กิโลเมตร แต่ยังคงใช้ชื่อว่า "กิ่งอำเภอคำชะอี"
ต่อมาในวันที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2499 กิ่งอำเภอได้รับการยกฐานะเป็น อำเภอคำชะอี
แม้ว่าที่ว่าการอำเภอจะตั้งอยู่ที่บ้านน้ำเที่ยง แต่ยังคงใช้ชื่อ "อำเภอคำชะอี" มาจนถึงปัจจุบัน
ส่วนบ้านคำชะอีเอง จึงเหลือสถานะเป็น ตำบลคำชะอี และได้รับการกล่าวขานจากคนในพื้นที่ว่าเป็น "อำเภอร้าง" หรือหมู่บ้านที่เคยเป็นที่ตั้งของอำเภอในอดีต
บ้านเกิดของบรรพบุรุษ
แม้บ้านคำชะอีจะไม่ได้เป็นที่ตั้งของที่ว่าการอำเภออีกต่อไป แต่คุณค่าของชุมชนแห่งนี้ไม่เคยลดลง
ที่นี่คือแผ่นดินที่บรรพบุรุษได้เลือกตั้งถิ่นฐาน สร้างครอบครัว และส่งต่อวัฒนธรรมให้ลูกหลาน
คำกล่าวที่ผู้เฒ่าผู้แก่มักฝากไว้เสมอ คือ
"บ้านคำชะอีแห่งนี้ เป็นที่บรรพบุรุษเราเคยอยู่ เป็นที่ปู่ย่าตายายของเราใช้ชีวิต เป็นผืนดินที่พ่อกูอยู่ ปู่กูตาย เราควรร่วมกันรักษาไว้ และเมื่อถึงวันสุดท้ายของชีวิต เราก็อยากกลับมาพักผ่อนบนแผ่นดินบ้านเกิดของเรา"
บ้านคำชะอีอาจไม่ได้เป็นศูนย์กลางการปกครองเหมือนในอดีต แต่ยังคงเป็นศูนย์กลางของความทรงจำ ความผูกพัน และรากเหง้าของลูกหลานชาวผู้ไทตราบจนทุกวันนี้
อ้างอิง: เรียบเรียงจากเอกสารประวัติศาสตร์ท้องถิ่นบ้านคำชะอี ตำนานพื้นบ้าน และคำบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่ในชุมชน โดยแยกส่วนที่เป็นความเชื่อพื้นบ้านออกจากข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์อย่างชัดเจน
ผู้ไทยดำ ชาวเมืองวัง เมื่อครั้งก่อน ถูกกวาดต้อน ข้ามโขงมา จ้าละหวั่น
ครั้งปราบศึก เจ้าอนุ วงค์เวียงจันทน์ จึงพากัน มาพักค้าง กลางวนานต์
แล้วหักล้าง ถางพง ดงบังอี่ ริมสายน้ำ "คำแมงอี" เป็นที่ฐาน
ให้เป็นสวน เป็นนา อยู่ช้านาน พัฒนา มาเป็นบ้าน "คำชะอี"
ร้อยหกสิบ ปีกว่า อายุบ้าน เราสืบสาน วัฒนธรรม นำวิถี
ได้ยึดหลัก พุทธรรม นำชีวี พร้อมภักดี องค์กษัตริย์ ขัตติยา
เราสร้างบ้าน แปลงเมือง จนเรืองรุ่ง ร่วมผดุง ประเทศชาติ ศาสนา
สามัคคี รวมพลัง พัฒนา จนก้าวหน้า ลือเสียง อย่างเกรียงไกร.
ณรงค์ อุปัญญ์.
เอกสารอ้างอิง
1. บทบาทของพ่อล่ามชาวผู้ไทยตำบลคำชะอี อำเภอคำชะอี จังหวัดมุกดาหาร. ปริญญานิพนธ์ ของ นำชัย อุปัญญ์ : พฤษภาคม 2538
2. เมืองมุกดาหาร. สุรจิตต์ จันทรสาขา : ตุลาคม 2543
3. ที่ระลึก อนุสรณ์งานณาปนกิจศพ อาจารย์นำชัย อุปัญญ์ : พฤศจิกายน 2545
4. เล่าเรื่องเมืองหนองสูง. พูลสวัสดิ์ อาจวิชัย : มีนาคม 2537
5. อนุสรณ์งานฌาปนกิจศพ อาจารย์นำชัย อุปัญญ์ : 25 พฤศจิกายน 2545
6. อนุสรณ์งานฌาปนกิจศพ อาจารย์นพดล อุปัญญ์ : 16 เมษายน 2540
7. บันทึกประวัติ นายฟอง อุปัญญ์ อดีตกำนันตำบลคำชะอี. นำชัย อุปัญญ์ : ม.ป.ป.
8. อนุสรณ์งานฌาปนกิจศพ อาจารย์แถม ศรีหาจักร : 25 สิงหาคม 2544
9. อนุสรณ์งานฌาปนกิจศพ อาจารย์บรรเลง อุปัญญ์ : 10 พฤษภาคม 2546
10. คู่มือนักเรียน โรงเรียนคำชะอีพิทยาคม (ม.ป.ป. )
11. บันทึกประวัติวัดป่าสุภัททาราม. อาจารย์สอนแก้ว จันทะวัง (ม.ป.ป.)
12. บันทึกประวัติวัดโพธิ์ศรีแก้ว นายบุญเพ็ง คนซื่อ นายสวัสดิ์ สุวรรณไตรย์ : 19 ก.ค. 2539
รายนามผู้ให้สัมภาษณ์
บุคคลที่ให้สัมภาษณ์ต่อไปนี้ ให้การสัมภาษณ์หลายครั้ง หลายเรื่อง โดยได้บันทึกในเนื้อหาที่เล่าแล้ว จะมีเฉพาะบางคนที่สัมภาษณ์ครั้งเดียวจึงได้ระบุวันที่ให้สัมภาษณ์ลงไปด้วย จึงขอขอบคุณทุกท่านที่ให้สัมภาษณ์ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการเล่าในครั้งนี้
1. นายเฉลย สุวรรณไตรย์
2. นายนี วังคะฮาต (บ้านนาปุ่ง)
3. นายเหรียญชัย เหมหาญ
4. นายสาคร สุวรรณไตรย์
5. ลุงเซียงสา อินทิลาด บ้านคำสะอี เมืองพิน ประเทศลาว : 23 ก.พ. 2551
6. ลุงสะหว่าง ไซยะจัก บ้านคำสะอี เมืองพิน ประเทศลาว : 23 ก.พ. 2551
7. ป้ามอน ไซยะจัก บ้านคำสะอี เมืองพิน ประเทศลาว : 23 ก.พ. 2551
8. นายสิน สุวรรณไตรย์
9. นายอินทา วังคะฮาต (ลุงก่ำ)
10. นายเหมย สุวรรณไตรย์
11. นายสกล คนซื่อ
12. นายประเนิม คนซื่อ
13. นายเกียรติศักดิ์ (จ้อ) สุวรรณไตรย์
14. นางบอน อุปัญญ์ (บ้านศรีมงคล)
15. นายแปว สุวรรณไตรย์
16. นายสมพงษ์ น่านโพธิ์ศรี
17. นางเฉลิมขวัญ จันทะคาม
18. นางวงจันทร์ เมืองฮาม
19. นายกด กุลวงค์
20. นางทองมี ไวสู้ศึก
ตระกูลสุวรรณไตรย์