เรื่องเล่าจากดานตึง
เรื่องเล่าจากดานตึง: ความทรงจำ สายสัมพันธ์ และศรัทธาแห่ง "เจ้าปู่ทะดา"
ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2542 ในวัย 78 ปี ลุงแปว สุวรรณไตรย์ (ลุงเต้า) เจ้าจ้ำคนสำคัญของชุมชน ได้ถ่ายทอดเรื่องราวและความทรงจำอันทรงคุณค่าเกี่ยวกับ “เจ้าปู่ทะดา” หรือ “เจ้าปู่ดานตึง” ที่เคารพนับถือของชาวบ้านคำชะอีมานานกว่าศตวรรษ เรื่องราวเหล่านี้คือประวัติศาสตร์ชีวิตที่ผูกพันกับสายเลือดตระกูลสุวรรณไตรย์และความเป็นมาของท้องถิ่นอย่างมิอาจแยกขาด
จุดเริ่มต้นแห่งศรัทธา: ศูนย์รวมใจยุคก่อตั้งหมู่บ้าน
ย้อนกลับไปกว่าร้อยปีก่อน ในยุคที่เริ่มตั้งหมู่บ้านคำชะอีขึ้นใหม่ พื้นที่แห่งนี้ยังไม่มีวัดวาอารามหรือพระภิกษุสงฆ์ไว้เป็นที่พึ่งทางใจ ปู่แก่ (ปู่ทวด) เสือ ซึ่งทำงานอยู่ที่เมืองหนองสูง (หลวงทรงฤทธิรอน หนึ่งในคณะกรรมการบริหารเมืองหนองสูง) จึงได้เดินทางขึ้นไปเชิญ "เจ้าปู่" จากเมืองบก เมืองวัง มาประดิษฐานไว้ที่หัวดานตึง เพื่อให้เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองปกป้องชาวบ้าน
เมื่อเชิญมาในยุคแรกเริ่ม ชาวบ้านเรียกท่านว่า "มเหศักดิ์" ก่อนจะเปลี่ยนมาเรียกว่า "ทะดา" หรือ "ถะด้า" ในเวลาต่อมา (ซึ่งคล้ายคลึงกับชาวผู้ไทยในแถบเรณูนครหรือเขาวง ที่เรียกเจ้าปู่ของตนว่า "ละหลา")
ธรรมดาของท้องถิ่นที่มีเจ้าปู่ ย่อมต้องมี "เจ้าจ้ำ" ผู้ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางและผู้นำในการสักการะเซ่นไหว้ คนที่เป็นเจ้าจ้ำจะได้รับความนับหน้าถือตาและเป็นที่เคารพอย่างยิ่ง โดยการเรียกชื่อเจ้าจ้ำก็นิยมเรียกตามความสัมพันธ์ทางสายเลือด เช่น พ่อจ้ำ ตาจ้ำ ปู่จ้ำ หรือหากเป็นเพื่อนรุ่นเดียวกันก็มักเรียกว่า "จ้ำ" เฉยๆ
สายสืบเชื้อสาย "เจ้าจ้ำ" กับวิกฤต "เจ้าปู่กวนบ้าน"
ตำแหน่งเจ้าจ้ำของเจ้าปู่ทะดาได้สืบทอดผ่านสายเลือดตระกูลสุวรรณไตรย์เรื่อยมา:
เริ่มต้นจาก ท้าวเสือ (ปู่แก่ของลุงแปว)
เมื่อท้าวเสือถึงแก่กรรม ท้าวสิงห์ ผู้เป็นลูก ก็รับหน้าที่ต่อ
เมื่อท้าวสิงห์ถึงแก่กรรม ตำแหน่งตกมาที่ นายเกียง (พ่อของลุงแปว)
ทว่า เมื่อนายเกียงถึงแก่กรรมกลับเกิดปัญหาสำคัญขึ้น นายอุ่น ลูกชายคนโต (พี่ชายลุงแปว) ไม่ยอมรับหน้าที่เพราะยังเป็นหนุ่มโสด เกิดความอายสาว และอยากให้เปลี่ยนไปสู่สายเลือดอื่นบ้าง จึงพยายามยกตำแหน่งนี้ให้แก่พ่อของนายเขียน สุวรรณไตรย์ (ปู่ของผู้ช่วยประมาณ สวรรณไตรย์) แต่พ่อของนายเขียนก็ไม่รับ ประกอบกับสัญญาณที่เชื่อกันว่าเจ้าปู่ไม่อยากไปอยู่ด้วย สุดท้ายชาวบ้านจึงพร้อมใจกันไหว้วอนจนนายอุ่นปฏิเสธไม่ได้ ต้องยอมรับเป็นเจ้าจ้ำทั้งที่ยังเป็นบ่าวโสด
เมื่อนายอุ่นถึงแก่กรรม ปัญหาก็เกิดขึ้นอีกครั้ง เพราะลูกๆ ของนายอุ่นยังเล็กมาก ส่วนนายแปวในวัยหนุ่มก็ยังไม่พร้อมรับ ทำให้หมู่บ้านว่างเว้นจากเจ้าจ้ำไปนานถึง 2 ปี
ในช่วง 2 ปีที่ไร้เจ้าจ้ำนั้น ได้เกิดเหตุการณ์ "เจ้าปู่กวนบ้าน" ผู้คนในหมู่บ้านล้มป่วยและเสียชีวิตลงบ่อยครั้งจนเกิดความขวัญผวาไปทั่ว เมื่อไปดูหมอเหยาตามพิธีโบราณ จึงได้คำตอบว่า เจ้าปู่ไม่มีที่ยึดที่พัก เปรียบเหมือน "กะพายไท้กะมิได้บอนป๋ง กะพายถงกะมิได้บอนห้อย" (สะพายไถ้ก็ไม่มีที่วาง สะพายย่ามก็ไม่มีที่แขวน) จึงได้ออกมาปรากฏอิทธิฤทธิ์ให้บ้านเมืองเดือดร้อน
ด้วยเหตุนี้ ผู้นำและผู้ใหญ่ในชุมชนอย่าง ลุงจารย์เกต (นายก๊อก สุวรรณไตรย์), ลุงนาง (นายแสง แสนโสม), ลุงขอม (นายขีน เสียงล้ำ) และป้าน้าว (นางสด วังคะฮาต) จึงพากันมาร้องขอไหว้วอนนายแปว พร้อมให้สติว่า "เป็นเจ้าผี มันมิหนักมิหนาผิเลือเด๊าะ" (เป็นเจ้าจ้ำผีบรรพบุรุษไม่ได้หนักหนาอะไรหรอก) ในที่สุด นายแปวจึงยอมรับหน้าที่เป็นเจ้าจ้ำ และดูแลการสักการะเจ้าปู่เรื่อยมานับแต่นั้น ยาวนานกว่า 40 ปี (จนกระทั่งใน พ.ศ. 2552 ลุงแปวมีอายุได้ 88 ปี)
ประเพณีและพิธีกรรม: "สองปีฮาม สามปีคอบ"
การพิธีเลี้ยงเจ้าปู่ถือเป็นคลองธรรมสำคัญของชาวคำชะอี โดยจะเว้น 2 ปี แล้วไปจัดเลี้ยงในปีที่ 3 เรียกว่า "สองปีฮาม สามปีคอบ" (ฮาม หมายถึง เว้นหรือละทิ้ง, คอบ หมายถึง บอกกล่าว) นิยมจัดในเดือน 5 หรือเดือน 6 หากปีใดละเลยไม่จัดเลี้ยง เจ้าปู่ก็อาจจะกวนลูกหลานให้ "เอ็ดเห้อเขาต่ำ คลำเห้อเขาไข้" (ทำให้เจ็บป่วยไข้)
คำว่า "จ้ำ" ในที่นี้ หมายถึง การจุ่มหรือการเซ่นไหว้บูชา โดยนำปั้นข้าวหรือคำข้าวจุ่มลงในอาหารที่เป็นเครื่องเซ่น วางลงตรงหน้าศาล พร้อมกล่าวเอ่ยคำถวายและอธิษฐาน
พิธีกรรมการจ้ำเจ้าปู่ทะดาแบ่งเป็น 2 ลักษณะหลัก คือ:
1. การจ้ำตามกาลเวลา (พิธีเลี้ยงใหญ่)
เมื่อถึงกำหนด ชาวบ้านจะมารวมตัวกันที่ศาลเจ้าปู่ มีการตีม้อง ตีกลอง เพื่อความครึกครื้น เครื่องสักการะประกอบด้วย:
ขันกระหย่อง 15 ขัน: ใส่ "โจ๋ย" (กรวย) บรรจุคำหมาก คำพลู บุหรี่ กอกยา
เครื่องเซ่นไหว้: อาหารพื้นบ้านใส่โตก 1 พา โดยเน้น "เนื้อวัวหรือเนื้อควาย" เท่านั้น (ไม่ใช้ไก่หรือหมู) ทำเป็นลาบสุก และ "ลาบแดง" (ลาบเลือด) ซึ่งเป็นของโปรดของเจ้าปู่
ชิ้นหาบ ชิ้นหาม (หาบ 4 หาม 4): เนื้อแล่ขนาดกว้างเท่า นิ้วชี้ ยาว 1 คืบ ร้อยตอก 12 ชิ้น จัดใส่ไม้คานหาบ 4 ไม้คาน และไม้คานหามอีก 4 ไม้คาน
เครื่องดื่ม: "ช้าง" (เหล้าอุหรือเหล้าไห) และ "ม้า" (เหล้าขาว) พร้อมดอกไม้เทียนคู่
เมื่อจัดเตรียมครบ เจ้าจ้ำจะนำกล่าวบทจ้ำอัญเชิญเจ้าปู่ ให้มารับเครื่องสังเวย ปกป้องคุ้มครองลมฟ้าอากาศให้ตกต้องตามฤดูกาล และให้ลูกหลานอยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุข
ภาพบรรยากาศพิธีและปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติ:
หลังเสร็จสิ้นคำจ้ำ เจ้าปู่จะประทับทรงหรือ "ลงเทียม" ในร่างทรงที่ท่านเลือก ร่างทรงจะเกิดอาการใจสั่น สามัญสำนึกเปลี่ยนไป และแสดงบุคลิกของเจ้าปู่ หากท่านโกรธเคืองเรื่องใดก็จะแสดงอาการเกรี้ยวกราด ชี้หน้าว่ากล่าว ให้ชาวบ้านต้องนำขัน 5 มาขอขมา แต่หากไม่มีเรื่องโกรธเคือง ท่านก็จะรำฟ้อนอย่างสนุกสนานไปกับเสียงฆ้องเสียงกลองของลูกหลาน
เรื่องน่าอัศจรรย์คือ แม้ร่างทรงจะกลิ้งเกลือกไปตามพื้นที่มีตอไม้แหลมคม ก็กลับไม่เคยเกิดบาดแผลใดๆ หรือในยุคหลัง ที่ร่างทรงของเจ้าปู่เป็นสุภาพสตรีท่านหนึ่งซึ่งปกติเป็นคนรักสะอาดมาก ไม่ดื่มสุราหรือสูบบุหรี่ แต่เมื่อเจ้าปู่เข้าประทับกลับสามารถดื่มเหล้า สูบบุหรี่ และทานลาบเลือดได้อย่างปกติ โดยเมื่อเจ้าปู่ออกแล้ว เธอก็จะกลับคืนสู่กิริยาสุภาพเรียบร้อยเช่นเดิม
2. การจ้ำขอบนและบอกกล่าว (พิธีส่วนบุคคล)
เมื่อชาวบ้านจะเดินทางไกล สอบเรียนต่อ สอบบรรจุ หรือจัดงานสำคัญ ก็จะนำเหล้าขาว 1 ขวดไปหาเจ้าจ้ำที่บ้าน เพื่อให้ทำพิธี "ขึ้นเจ้าปู่" ขอพรให้คุ้มครอง เมื่อประสบความสำเร็จตามที่หวังแล้ว ก็จะกลับมา "คอบ" (บอกกล่าวขอบคุณ) โดยนำเนื้อสัตว์ประมาณครึ่งกิโลกรัมมาให้เจ้าจ้ำทำเครื่องเซ่นบอกกล่าวตอบแทน หรืออีกวิธีหนึ่งคือการไปจุดธูป 1 ดอกที่ศาลเจ้าปู่โดยตรง แล้วกลับมาคอบเมื่อสมประสงค์
การเดินทางของ "ศาลเจ้าปู่" และรูปหล่อประวัติศาสตร์
ที่ตั้งของศาลเจ้าปู่ทะดาได้มีการขยับขยายและเปลี่ยนแปลงตามยุคสมัยเพื่อความเหมาะสม:
ยุคแรกเริ่ม: สร้างเป็นหอไม้เล็กๆ อยู่ในป่าด้านทิศตะวันตกของดานตึง
พ.ศ. 2500: อาจารย์แถม ศรีหาจักร ได้นำชาวบ้านย้ายศาลออกมาจากป่าลึกประมาณ 20 กว่าเมตร
พ.ศ. 2528: เจ้าปู่ได้ประทับทรงบอกว่าอยากออกมาอยู่ใกล้ผู้คน จึงย้ายศาลออกมาตั้งที่บริเวณดานใกล้ริมถนนใหญ่ สร้างด้วยไม้แน่นหนาขึ้น
พ.ศ. 2548–2549: ศาลเดิมผุพังตามกาลเวลา ชาวบ้านคำชะอีทั้ง 4 หมู่บ้านจึงร่วมใจกันสร้างศาลหลังใหม่ โดยได้รับปัจจัยเริ่มต้น 200,000 บาท จากคุณสิงห์ชัย มงคล คหบดีผู้มีศรัทธา คณะกรรมการ นำโดย ครูวิบูลย์ สุวรรณไตรย์ ได้เดินทางไปศึกษาแบบศาลที่ อ.วาริชภูมิ จ.สกลนคร และให้ นายไพบูลย์ แสนโสม เป็นผู้ออกแบบอาคารก่ออิฐถือปูนอย่างมั่นคงถาวร
การจัดสร้างองค์หล่อเจ้าปู่ (พ.ศ. 2549–2550)
เมื่อศาลเสร็จสิ้น ชุมชนมีความตั้งใจจะหล่อรูปแทนองค์เจ้าปู่ แต่ต้องเผชิญกับราคาค่าหล่อที่สูงถึง 60,000 ถึงหลักแสนบาท จนกระทั่งได้รับการช่วยเหลือจาก นายเวส สุวรรณไตรย์ (มัคทายกวัดสุทัศน์ฯ) ช่วยประสานงานกับโรงงาน "สาครหล่อพระ" ที่ อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา จนได้ราคาบูชาเพียง 40,000 บาท โดยใช้เค้าโครงใบหน้าจากภาพวาดของ อาจารย์จำรัก สุวรรณไตรย์ เป็นต้นแบบ
เดินทางจัดสร้างและอัญเชิญมีลำดับเหตุการณ์สำคัญดังนี้:
26 มกราคม 2550: คณะครูและลูกหลานตระกูลสุวรรณไตรย์ ได้แก่ ครูวิบูลย์, ครูเวลา คนซื่อ, ครูชนะ, ครูชัยรัตน์, นายพัฒนา คนซื่อ, นายเวิด, นายประกาศิตย์ และนายณรงค์ อุปัญญ์ เดินทางไปตรวจดูหุ่นปั้น ณ จ.ฉะเชิงเทรา
14 กุมภาพันธ์ 2550: พิธีเททองหล่อองค์สัมฤทธิ์ โดยมี นายณรงค์ อุปัญญ์ เป็นประธานเททอง และนายเวส สุวรรณไตรย์ ทำหน้าที่เป็นพราหมณ์อ่านโองการบวงสรวง
27 มีนาคม 2550: คณะของคุณกรี คนซื่อ และคุณเวส สุวรรณไตรย์ ได้อัญเชิญรูปหล่อเจ้าปู่เดินทางมาถึงบ้านคำชะอี พร้อมประกอบพิธีบวงสรวงอัญเชิญขึ้นประดิษฐ์ ณ ศาลหลังใหม่ ท่ามกลางความปิติยินดีของชาวบ้าน
13 เมษายน 2550 (วันสงกรานต์): ชุมชนร่วมกันจัดพิธีสมโภชอย่างยิ่งใหญ่ มีมหรสพคบงันและการจุดพลุถวาย 80 นัด
วันนี้ รูปหล่อ "เจ้าปู่ทะดา" ได้ประดิษฐานอย่างโดดเด่นและสง่างามอยู่ภายในศาลหลังใหม่ สายตาของท่านหันหน้าเข้าสู่หมู่บ้านคำชะอี คอยเฝ้ามอง ปกป้อง และคุ้มครองลูกหลานชาวคำชะอีและตระกูลสุวรรณไตรย์ให้อยู่เย็นเป็นสุข สืบต่อกันไปจากรุ่นสู่รุ่น
ตระกูลสุวรรณไตรย์