การก่อตั้ง โรงเรียนคำชะอีพิทยาคม
หากย้อนเวลากลับไปในอดีต ภาพความทรงจำเกี่ยวกับการก่อตั้ง "โรงเรียนคำชะอีพิทยาคม" ยังคงแจ่มชัดอยู่ในใจของผมเสมอ เรื่องราวทั้งหมดไม่ได้เริ่มต้นจากงบประมาณแผ่นดินก้อนใหญ่ แต่เริ่มต้นจาก "จุดเล็กๆ" ของความตั้งใจที่อยากเห็นลูกหลานบ้านเราได้มีที่ศึกษาเล่าเรียนใกล้บ้าน
ย้อนกลับไปตอนนั้น จุดประกายสำคัญมาจาก อาจารย์บรรเลง อุปัญญ์ (อาจารย์ใหญ่โรงเรียนบ้านนาปุ่ง ในขณะนั้น ผู้ซึ่งล่วงลับไปเมื่อปี ๒๕๔๖) ท่านเป็นเพื่อนรักกับ อาจารย์อรุณ ธานี อาจารย์ใหญ่โรงเรียนคำบกวิทยาคาร วันหนึ่งอาจารย์อรุณได้ปรารภว่า อยากจะมาขอเปิดสาขาโรงเรียนคำบกวิทยาคารที่บ้านคำชะอี ซึ่งอาจารย์บรรเลงก็มีความปรารถนาอันแรงกล้าอยู่แล้วอยากให้มีโรงเรียนมัธยมในหมู่บ้าน จึงเห็นชอบในหลักการ แต่ขอไปปรึกษาชาวบ้านดูก่อน
ในที่ประชุมใหญ่ของชาวบ้านคำชะอี ณ วัดโพธิ์ศรีแก้ว ชาวบ้านทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่าอยากให้มีโรงเรียน แต่ยังไม่เห็นด้วยที่จะให้เป็นสาขาของคำบกวิทยาคาร ขณะนั้น อาจารย์วิบูลย์ สุวรรณไตรย์ จากโรงเรียนชุมชนบ้านคำชะอี จึงเสนอทางออกว่า ควรขอเปิดเป็นสาขาของ "โรงเรียนคำชะอีวิทยาคาร" ซึ่งเป็นโรงเรียนประจำอำเภอจะเหมาะสมกว่า ชาวบ้านทุกคนเห็นดีเห็นงามด้วย
วันรุ่งขึ้น อาจารย์วิบูลย์จึงรีบนำเรื่องนี้ไปปรึกษา อาจารย์เพียร สุวรรณไตรย์ ผู้อำนวยการโรงเรียนคำชะอีวิทยาคารในขณะนั้น ท่านอาจารย์เพียรตอบตกลงทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาคิดเลย เพียงแต่ขอให้สภาตำบลทำเรื่องเสนอขึ้นมาอย่างถูกต้อง โดยมี กำนันแถม แสนโสม (ประธานสภาตำบล) และอาจารย์วิบูลย์ (เลขานุการสภา) ร่วมกันดำเนินการ เรื่องจึงผ่านอนุมัติอย่างรวดเร็ว
ภาพจำแห่งความสามัคคี: อุปกรณ์ไม่มี งบไม่มี มีแต่ "ใจ"
ในปีการศึกษา ๒๕๓๔ โรงเรียนคำชะอีวิทยาคาร สาขาบ้านคำชะอี ได้เปิดรับนักเรียนรุ่นแรก โดยส่ง อาจารย์ประพันธ์ วังคะฮาต มาเป็นผู้ประสานงาน ช่วงแรกเราใช้อาคารที่ทำการสภาตำบล (บริเวณสถานีอนามัยในขณะนั้น) เป็นชั้นเรียนชั่วคราว ต่อมาเมื่ออาจารย์ประพันธ์ได้ย้ายไปย้ายไปดำรงตำแหน่งอาจารย์ใหญ่ที่โรงเรียนดงหลวงวิทยา ทางโรงเรียนแม่จึงส่ง อาจารย์ส่งเสริม เมืองฮาม มาดูแลรับช่วงต่อ
สิ่งที่ผมประทับใจและไม่มีวันลืม คือภาพบรรยากาศการร่วมแรงร่วมใจของชาวบ้านในการสร้างอาคารเรียนชั่วคราวหลังแรก นำโดยกำนันแถม แสนโสม, ผู้ใหญ่เหมย สุวรรณไตรย์, ผู้ใหญ่สกล คนซื่อ, ผู้ใหญ่เปอะ วังคะฮาต, ผู้ช่วยฯ วันเทศ กุลวงค์, อาจารย์วิบูลย์ สุวรรณไตรย์ และ อาจารย์พิน สุวรรณไตรย์ ผู้เป็นเหมือนนักประสานสิบทิศศูนย์รวมใจของทุกคน พร้อมด้วยชาวบ้านจากทั้ง ๔ หมู่บ้านและพื้นที่ใกล้เคียง
การสร้างโรงเรียนครั้งนั้น ไม่มีงบประมาณจากทางราชการเลยแม้แต่สลึงเดียว! เราใช้เพียงแรงกาย แรงใจ และพลังสามัคคีล้วนๆ
ชาวบ้านบริจาคต้นไม้ คนที่มีเลื่อยยนต์อย่าง คุณสันดร คนซื่อ ก็เอามาช่วยเลื่อยไม้ให้ฟรี เงินบริจาคเล็กๆ น้อยๆ จากชาวบ้านถูกนำมาลงเป็นค่าน้ำมัน ส่วนหลังคาสังกะสีที่ต้องใช้เงินสูงถึง ๓๐,๐๐๐ บาท ซึ่งเยอะมากในสมัยนั้น อาจารย์วิบูลย์ก็ต้องรับหน้าที่ไป "เซ็น" (ติดค้างชำระ) มาจาก "ร้านสุขุมภัณฑ์" ที่อำเภอบัวขาว ซึ่งเจ้าของร้านก็ใจดี มองเห็นความสำคัญของการศึกษาจึงยอมให้เซ็นมา ก่อนที่พวกเราจะค่อยๆ หาเงินไปผ่อนใช้จนหมดในเวลาหลายเดือนต่อมา
ส่วนเรื่องที่ดิน แม้จะมีข้อติดขัดเล็กน้อยเนื่องจากเดิมเป็นที่ดินราชพัสดุในดูแลของโรงเรียนชุมชนบ้านคำชะอี ซึ่ง อาจารย์นพดล อุปัญญ์ อาจารย์ใหญ่ในขณะนั้นมีแผนจะใช้ทำสวนเกษตรและขยายโอกาสประถมศึกษา แต่เมื่อได้เปิดใจพูดคุยกันถึงประโยชน์ของลูกหลาน ท่านก็ยินยอมมอบที่ดินผืนนี้ให้ด้วยความเต็มใจ
ผ้าขาวม้าเต็มเอว และการเดินทางสู่กรมสามัญศึกษา
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี พ.ศ. ๒๕๓๖ เมื่อ นายบรรจง พงษ์ศาสตร์ อธิบดีกรมสามัญศึกษาในขณะนั้น ได้เดินทางมาตรวจราชการที่โรงเรียนดงมอญวิทยาคม อาจารย์เพียรจึงถือโอกาสเรียนเชิญท่านให้แวะมาเยี่ยมชมโรงเรียนสาขาแห่งนี้ เพื่อรับมอบอาคารเรียนชั่วคราวจากมือชาวบ้านในวันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๓๖
วันนั้นชาวบ้านคำชะอีต้อนรับท่านอย่างอบอุ่นยิ่ง มีพิธีบายศรีสู่ขวัญ และผูกผ้าขาวม้ารอบเอวท่านซ้อนกันตั้งหลายผืน จนท่านประทับใจในความ "เยอะแยะ" ของผ้าขาวม้าและความตั้งใจของชุมชน ชาวบ้านได้โอกาสจึงเอ่ยปากขอให้ท่านอนุมัติยกฐานะโรงเรียนสาขาแห่งนี้ให้เป็นโรงเรียนเอกเทศ ท่านอธิบดีรับปากว่าจะพิจารณาให้เป็น "หนึ่งในร้อย" ของโรงเรียนมัธยมที่จะเปิดใหม่ในปีงบประมาณ ๒๕๓๗ แต่มีข้อแม้ว่าต้องรีบทำเรื่องส่งไปโดยด่วน
หลังท่านกลับไป สภาตำบลและชาวบ้านได้ประชุมร่วมกันเพื่อตั้งชื่อโรงเรียน มีการเสนอชื่อบรรพบุรุษผู้สร้างบ้านแปงเมืองอย่าง ขุนคำชะอีบำรุง, ขุนนิคมคำชะอี หรือ เจ้าชัยอภิเดช แต่สุดท้าย ที่ประชุมเห็นพ้องว่าควรมีคำว่า "คำชะอี" และใช้คำต่อท้ายให้คล้ายโรงเรียนแม่ จนได้ชื่อลงตัวว่า "โรงเรียนคำชะอีพิทยาคม"
เมื่อเอกสารพร้อม คณะตัวแทนชาวบ้านและผู้นำชุมชนรวม ๑๔ ชีวิต ทั้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ครู และชาวบ้าน ได้นั่งรถลงกรุงเทพฯ ไปยังกรมสามัญศึกษาด้วยตนเอง แม้ไปถึงแล้วท่านอธิบดีจะติดภารกิจด่วน แต่นับเป็นโชคดีที่เจ้าหน้าที่ผู้รับเรื่องจำคณะของเราได้ทันที พร้อมกับทายทักด้วยรอยยิ้มว่า:
"บ้านที่มอบผ้าขาวม้าให้เยอะแยะนั้นเรอะ?"
เมื่อคณะเราตอบว่าใช่ เจ้าหน้าที่ท่านนั้นก็ยิ้มรับด้วยความยินดี และรับปากว่าจะนำเรื่องเสนอท่านอธิบดีให้อย่างดีที่สุด
วันแห่งความปลาบปลื้ม และร่มเงาแห่งบารมี
ในที่สุด วันที่พวกเรารอคอยก็มาถึง... วันที่ ๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ กระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศจัดตั้ง "โรงเรียนคำชะอีพิทยาคม" เป็นโรงเรียนมัธยมเอกเทศอย่างเป็นทางการ โดยมี นายสถิต จิตจักร ผู้อำนวยการโรงเรียนคำชะอีวิทยาคาร มาดูแลในระยะแรก ก่อนที่ กรมสามัญศึกษาจะมีคำสั่งแต่งตั้งให้ นายส่งเสริม เมืองฮาม ดำรงตำแหน่งผู้บริหารโรงเรียนอย่างเต็มตัว
นับแต่นั้นมา โรงเรียนคำชะอีพิทยาคม ก็เติบโตขึ้นด้วยความรักของชุมชน และยังได้รับเมตตาบารมีจากผู้ใหญ่หลายท่าน โดยเฉพาะ พระเดชพระคุณเจ้า พระวิเทศธรรมรังษี (หลวงตาชี / พระมหาสุรศักดิ์ ชีวานนุโท) เจ้าอาวาสวัดไทยกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา ซึ่งท่านเป็นชาวคำชะอีโดยกำเนิด ท่านได้มอบเงินจัดตั้ง "มูลนิธิหลวงพ่อพระมหาสุรศักดิ์ ชีวานนุโท" บริจาคเงินสร้างอาคารเรียน อัฒจันทร์เชียร์กีฬา อาคารเกษตร สื่อเทคโนโลยี ตลอดจนมอบทุนการศึกษาให้ลูกหลานที่ยากไร้ได้เรียนจนจบปริญญาตรีและปริญญาโทมากมาย
ผมยังจำได้ดี วันที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๖ เมื่อครั้งที่หลวงตาชีท่านเดินทางมาเยี่ยมโรงเรียน ทางโรงเรียนได้จัดพิธีบายศรีสู่ขวัญอย่างยิ่งใหญ่ ตัวผมเอง (นายณรงค์ อุปัญญ์) ซึ่งในขณะนั้นยังสอนอยู่ที่โรงเรียนหนองสูงสามัคคีวิทยา ก็ได้มีโอกาสนำนักเรียนมาร่วมแสดงดนตรีไทยเฉลิมฉลองเพื่อต้อนรับท่านด้วยความเคารพยิ่ง
นอกจากนี้ โรงเรียนยังได้รับอุปการะจากอีกหลายกองทุน ทั้งกองทุนเพียร-ประภาพร สุวรรณไตรย์, กองทุนประพันธ์-ฟ้าหยาด, กองทุนนิชนันท์-เสาวนิตย์ วังคะฮาต ซึ่งจัดตั้งโดยสองพี่น้องคหบดีจิตใจงามผู้ไม่เคยลืมบ้านเกิด
บทส่งท้าย
จากวันนั้นถึงวันนี้ โรงเรียนคำชะอีพิทยาคม ภายใต้การบริหารของผู้อำนวยการส่งเสริม เมืองฮาม ร่วมกับคณะครู บุคลากร และชาวบ้าน ได้ผ่านร้อนผ่านหนาวและพัฒนามาอย่างยาวนาน ลูกหลานของเราได้ศึกษาสร้างอนาคต หลายคนมีโอกาสได้ไปศึกษาดูงานถึงต่างประเทศอย่างสิงคโปร์และฟิลิปปินส์
ทุกครั้งที่ผมมองกลับไปที่อาคารเรียนในปัจจุบัน ภาพของกองไม้ หลังคาสังกะสีที่ติดค้างชำระไว้ และรอยยิ้มของชาวบ้านในวันผูกผ้าขาวม้ายังคงปรากฏชัด... เพราะโรงเรียนแห่งนี้ ไม่ได้สร้างขึ้นจากอิฐและปูนเพียงอย่างเดียว แต่สร้างขึ้นจาก "หัวใจ" และ "ความสามัคคี" ของคนคำชะอีทุกคนอย่างแท้จริง
ตระกูลสุวรรณไตรย์