เรื่องเล่าประวัติศาสตร์ของ "โรงเรียนชุมชนบ้านคำชะอี"
หากจะพูดถึงรากเหง้าทางการศึกษาของบ้านคำชะอีเรา ภาพแรกที่ลอยเข้ามาในความทรงจำของผม คือภาพของ "วัดโพธิ์ศรีแก้ว" ในสมัยที่การศึกษายังเข้าไม่ถึงชนบท ผู้ที่อยากอ่านออกเขียนได้ก็ต้องอาศัยบวชเรียนหรือไปเป็นเด็กวัด รับใช้พระศาสนากระทั่งได้วิชาติดตัว วัดจึงเป็นคุณูปการและเป็นเนื้อนาบุญอันยิ่งใหญ่ของพวกเราในยุคนั้น
โรงเรียนประถมแห่งแรกของพวกเรา ก่อตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๙ ในนาม โรงเรียนบ้านคำชะอี "ราษฎร์ประดิษฐ์" ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็น "โรงเรียนชุมชนบ้านคำชะอี" ในเวลาต่อมา จากบันทึกปริญญานิพนธ์ของ อาจารย์นำชัย อุปัญญ์ (พี่ชายของผม) ได้รวบรวมรายนามครูใหญ่ที่เคยประสิทธิ์ประสาทวิชาไว้หลายท่าน ตั้งแต่ ครูกรี สุวรรณธรรม ครูใหญ่คนแรก เรื่อยมาจนถึง ครูใหญ่สิงห์ โพธิไสย, ครูใหญ่แถม ศรีหาจักร, ครูใหญ่จันทร์ ดวงศรี, อาจารย์ใหญ่จินดา จิตจักร และ อาจารย์ใหญ่นพดล อุปัญญ์
เมื่อย้อนมองกลับไป เหตุการณ์ในอดีตหลายช่วงตอนยังคงแจ่มชัดอยู่ในความทรงจำของผมชนิดที่ไม่เคยลืมเลือน...
เสาไม้ ๓๗ ต้น และฝุ่นคลุ้งบนทางเกวียน
ในช่วงที่ "ครูใหญ่สิงห์ โพธิไสย" ดำรงตำแหน่ง (พวกเราชาวบ้านเรียกท่านด้วยความเคารพว่า ครูใหญ่สิงห์) ตอนนั้นนักเรียนเริ่มมากขึ้นจนอาคารหลังเก่ารับไม่ไหว ท่านจึงชักชวนชาวบ้านระดมกำลังสร้างอาคารเรียนหลังใหม่ เป็นอาคารไม้ ๒ ชั้น ๑๓ ห้องเรียน เสาใหญ่ถึง ๓๗ ต้น ซึ่งถือว่าใหญ่ที่สุดในอำเภอคำชะอีขณะนั้น
เนื่องจากไม่มีงบประมาณ การหาไม้จึงต้องพึ่งพาพลังชุมชน เสาไม้อันใหญ่โต ๓๐ กว่าต้น ถูกแบ่งภาระให้ชาวบ้าน ๔–๖ ครัวเรือนช่วยกันเข้าไปถากไม้ในป่า การขนย้ายเสาออกจากป่าทึบคือบททดสอบความสามัคคีอย่างแท้จริง เราใช้เกวียนของชาวบ้านบรรทุกเสา แต่ลำพังแรงวัวลากไม่ไหว ครูใหญ่สิงห์จึงระดมพวกเราที่เป็นนักเรียนมาช่วยกันลาก!
พวกเราเอาเชือกหนังเส้นยาวผูกกับเกวียน ต่อสายยาวออกไปข้างหน้า นักเรียนหลายสิบชีวิตช่วยกันออกแรงชักลากเกวียนบรรทุกเสาต้นมหึมาไปตามทางเกวียนแคบๆ มีครูคอยกำกับดูแล พอถึงทางโค้ง ก็ต้องช่วยกันเบนหัวเสาทีละนิดให้ตรงทางแล้วลากต่อ ทางเต็มไปด้วยฝุ่นหนา ฝุ่นคลุ้งจนพวกเราย่ำเท้าเตะฝุ่นกันสนุกสนาน พอเย็นมาสั่งน้ำมูก ออกมาดำปี๋กันทุกคน!
ลากเสาได้วันละต้นสองต้น เหนื่อยแสนเหนื่อย... แต่แปลกที่พวกเรากลับมีความสุขมาก ครูใหญ่สิงห์ท่านมีจิตวิทยาสูง คอยปลอบขวัญและสอนพวกเราเสมอว่า "ขุดน้ำบ่อ ก่อศาลา ยอขาผู้เฒ่า ได้บุญมากนะลูก" หมายถึงการสร้างประโยชน์ให้ผู้คนและมีความเคารพต่อผู้ใหญ่
เมื่อได้ไม้ครบ ชาวบ้านก็ช่วยกันระดมไม้กระดานฝาไม้กระดานพื้น แล้วจ้างช่างชาวญวนจากมุกดาหาร นำโดย "องมอด" มาสร้างจนเสร็จสมบูรณ์ในปี พ.ศ. ๒๕๐๐ จนครูใหญ่สิงห์ได้เขียนป้ายติดหน้าอาคารอย่างภาคภูมิใจว่า "โรงเรียนโพธิ์ไสยวิทยา"
งานฉลองโรงเรียน เพลงกินรีเล่นน้ำ และหมอลำหมู่ "จำปาสี่ต้น"
เมื่ออาคารเรียนเสร็จในปี ๒๕๐๐ ทางโรงเรียนได้จัดงานฉลองอย่างยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา มีการแสดงของนักเรียนทุกชั้น โดยมี นายบุญชัย ไวสู้ศึก (ขณะนั้นยังเป็นนักเรียน ม.ปลาย) มาช่วยฝึกสอนการฟ้อนให้เด็กหญิง ๒ รายการ เพลงที่ใช้คือ เพลงกินรีเล่นน้ำ และ เพลงพม่ารำขวาน
ความเก๋เกร๋ในสมัยนั้นคือ นายบุญชัยได้เอาเศษไม้กระดานที่เหลือสร้างโรงเรียน มาตัดเป็นแผ่นขนาดประมาณ ๗x๑๒ เซนติเมตร ให้ผู้ฟ้อนถือคนละสองอัน เวลาฟ้อนยกมือเหนือศีรษะก็จะเคาะไม้กระทบกันตามจังหวะดัง แกร็กๆ พร้อมเพรียงกัน สวยงามและฮือฮามาก เพลงฟ้อนติดหูคนทั้งหมู่บ้าน จนเด็กเลี้ยงควายร้องตามกันได้ทั่วทุ่ง ทั้งที่สมัยนั้นทั้งบ้านคำชะอีมีวิทยุเครื่องใหญ่ใส่ถ่านเป็นลังอยู่แค่ ๒ เครื่องเท่านั้น!
ส่วนตัวผมเอง ตอนนั้นอยู่ชั้น ป.๓ ได้รับบทเป็น "พ่อพระยา" (ถ้าพี่ชายอยู่ พี่ชายจะเป็น แต่ถ้าเขาไม่อยู่ ผมก็รับบทแทน) และเล่นเป็นเสนาหมากขี้กา ในคณะหมอลำหมู่ของเด็กๆ แสดงเรื่อง "จำปาสี่ต้น" มี ด.ช.เด่นชัย สุวรรณไตรย์ (อาจารย์เด่นชัย ในเวลาต่อมา) เล่นเป็นเสนาสร้างเสียงหัวเราะ และมี นายเอาวัลย์ อุปัญญ์ พี่ชายคนโตของผมเป็นหมอแคน
หมอลำเด็กคณะพวกเราดังมากในยุคนั้น! เราได้รับเชิญไปแสดงแลกพริก ใครอยากดูต้องเอาพริกสดพริกแห้งมาแลก ได้พริกกลับมาตั้งหลายกิโลกรัม แถมยังรับงานจ้างต่างหมู่บ้าน ได้ค่าตัวงานละ ๒๐ บาท ซึ่งถือว่าเยอะมากสำหรับเด็กๆ ยุคนั้น คณะหมอลำเราสลายตัวไปเมื่อครอบครัวผมย้ายไปอยู่นิคมคำสร้อยในปี ๒๕๐๑
มิตรภาพเพื่อนเกลอ... เมื่อนายกรัฐมนตรีบินมาเยี่ยมโรงเรียน
อีกหนึ่งเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่ชาวคำชะอีไม่มีวันลืม เกิดขึ้นในยุคของ "ครูใหญ่แถม ศรีหาจักร"
น้อยคนจะรู้ว่า ครูใหญ่แถม เป็นเพื่อนรักในวัยเด็กของ จอมพล สฤษดิ์ ธนรัชต์ นายกรัฐมนตรีในสมัยนั้น! สมัยเด็กๆ ทั้งสองเติบโตมาในซอยเดียวกันที่มุกดาหาร เล่นน้ำโขงมาด้วยกัน เด็กชายสฤษดิ์เป็นคนอ้วนลุยอ้าย ว่ายน้ำไม่เก่ง แต่ชอบเป็นหัวโจกพาเพื่อนเล่น และรักเพื่อนพ้องมาก ต่อมาคุณพ่อของเด็กชายสฤษดิ์ได้พาเข้าเรียนที่กรุงเทพฯ จนได้เป็นถึงนายกรัฐมนตรี
เมื่อจอมพลสฤษดิ์เดินทางมาตรวจราชการที่ภาคอีสานและมุกดาหาร ท่านไม่เคยลืมเพื่อนเก่า จึงได้นั่งเฮลิคอปเตอร์บินตรงมาลงที่บ้านคำชะอีเพื่อเยี่ยมครูใหญ่แถม ชาวบ้านพากันต้อนรับกันเนืองแน่น
เมื่อท่านนายกฯ เดินขึ้นอาคารเรียนไม้หลังใหญ่ที่พวกเราช่วยกันลากเสาขึ้นมา ท่านมองดูบันไดแล้วทักครูใหญ่แถมว่า "บันไดมันชันไปนะแถม ให้แก้ไขใหม่" ซึ่งต่อมาครูใหญ่แถมก็ทำตามคำแนะนำ และก่อนกลับ จอมพลสฤษดิ์ได้มอบเงินส่วนตัวให้ครูใหญ่แถมในฐานะเพื่อนรัก เป็นจำนวนเงินถึง ๒๐,๐๐ 0 บาท (ซึ่งมีมูลค่าสูงมหาศาลในยุคนั้น) นับเป็นเรื่องฮือฮาและสร้างความตื่นเต้นให้คนทั้งหมู่บ้านเป็นอย่างมาก
จากวันนั้น... สู่วันนี้
กาลเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนผ่าน จากยุคครูใหญ่สิงห์ ครูใหญ่แถม มาสู่ยุคของ อาจารย์ใหญ่นพดล อุปัญญ์ (ผู้ซึ่งทุ่มเททำงานจนป่วยและเสียชีวิตในปี ๒๕๔๐) โดยมี อาจารย์นำชัย อุปัญญ์ ช่วยรักษาการแทน ก่อนจะส่งไม้ต่อให้ อาจารย์ใหญ่อุตสาหะ กลางประพันธ์, อาจารย์ใหญ่ถิระ นามอุทัย และ ท่านผู้อำนวยการธีระ เสียงล้ำ
ในยุคของ ผอ.ธีระ เสียงล้ำ (ลูกหลานบ้านห้วยทราย แหล่งผลิตบุคลากรระดับผู้บริหารสถานศึกษาถึง ๘ ท่าน) โรงเรียนชุมชนบ้านคำชะอีได้ถูกพัฒนาไปไกลมาก ทั้งการบริหารจัดการ และการดึงชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการส่งเสริมการศึกษา จนทำให้ลูกหลานชาวคำชะอีเติบโตเป็นคนที่ "เก่ง ดี และมีความสุข"
ทุกครั้งที่ผมมองย้อนกลับไป ภาพของวัดโพธิ์ศรีแก้ว รอยย่ำเท้าบนกองฝุ่น เสียงเคาะไม้กระดานฉลองอาคารเรียน และภาพเฮลิคอปเตอร์ของท่านนายกฯ ที่ร่อนลงกลางหมู่บ้าน ยังคงเป็นความทรงจำที่งดงาม และเป็นหลักฐานยืนยันว่า "โรงเรียนชุมชนบ้านคำชะอี" แห่งนี้ เติบโตขึ้นมาจากรากฐานแห่งความรัก ความสามัคคี และน้ำพักน้ำแรงของพวกเราชาวคำชะอีทุกคนอย่างแท้จริง
ตระกูลสุวรรณไตรย์