การอพยพของชาวภูไทเข้าสู่ประเทศไทย
จุดเริ่มต้นของชุมชนภูไทในภาคอีสาน
ชาวภูไทเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน เดิมอาศัยอยู่ในบริเวณแคว้นสิบสองจุไทย เมืองแถง เมืองวัง เมืองคำอ้อ และเมืองต่าง ๆ ทางฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง ซึ่งปัจจุบันอยู่ในประเทศเวียดนามและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
การอพยพของชาวภูไทเข้าสู่ประเทศไทยไม่ได้เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว แต่เกิดขึ้นเป็น 3 ระลอกใหญ่ ตามเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ของภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ดังนี้
ระลอกที่ 1สมัยกรุงธนบุรี (พ.ศ. 2321–2322)
การอพยพครั้งแรกเกิดขึ้นในสมัย สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เมื่อกองทัพไทยนำโดย เจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก (ต่อมาคือพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1) และ เจ้าพระยาสุรสีห์ (บุญมา) ยกทัพขึ้นไปตีเวียงจันทน์
หลังจากเวียงจันทน์แตกในปี พ.ศ. 2322 ไทยได้ขยายอำนาจไปยังหัวเมืองต่าง ๆ ทางตะวันออกของหลวงพระบาง และมีการกวาดต้อนประชาชนจากเมืองทันต์และเมืองม่วย ซึ่งเป็นถิ่นที่อยู่ของ ภูไทดำ (ลาวทรงดำ) เข้ามาตั้งถิ่นฐานที่จังหวัดเพชรบุรี
การอพยพครั้งนี้ถือเป็นการย้ายถิ่นของชาวผู้ไทเข้าสู่ประเทศไทยครั้งแรก แม้ว่าส่วนใหญ่จะเป็นผู้ไทดำ ขณะที่ผู้ไทขาวซึ่งอาศัยอยู่เมืองแถงยังไม่ได้อพยพเข้ามาในช่วงเวลานี้
ระลอกที่ 2สมัยรัชกาลที่ 1 (ประมาณ พ.ศ. 2335–2338)
การอพยพระลอกที่สองเกิดขึ้นจากความไม่สงบในหัวเมืองลาว เมื่อเวียงจันทน์ทำสงครามกับเมืองพวนและเมืองแถง รวมทั้งเกิดการสู้รบกับญวน
ภายหลังสงคราม มีการกวาดต้อนชาวเมืองพวน ภูไทดำ และประชาชนจากหัวเมืองต่าง ๆ ส่งเข้ามายังกรุงเทพฯ จากนั้นจึงโปรดเกล้าฯ ให้บางส่วนไปตั้งถิ่นฐานที่จังหวัดเพชรบุรีเช่นเดียวกับภูไทระลอกแรก
การอพยพระลอกนี้มีจำนวนประชากรมากขึ้น และทำให้ชุมชนภูไทในประเทศไทยเริ่มขยายตัว
ระลอกที่ 3สมัยรัชกาลที่ 3 (เริ่มตั้งแต่ พ.ศ. 2376 เป็นต้นมา)
การอพยพระลอกที่สามถือเป็น การอพยพครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของชาวภูไท
สาเหตุสำคัญเกิดจากความขัดแย้งระหว่างสยามกับญวน ซึ่งต่างต้องการขยายอำนาจเหนือดินแดนลาวและกัมพูชา รวมทั้งผลสืบเนื่องจากเหตุการณ์ กบฏเจ้าอนุวงศ์ ในช่วง พ.ศ. 2369–2371
หลังการปราบกบฏ สยามได้กวาดต้อนผู้คนจากฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงเข้ามาตั้งถิ่นฐานในฝั่งขวา เพื่อเสริมกำลังประชากรและป้องกันไม่ให้หัวเมืองเดิมกลับมาตั้งกำลังได้อีก
ในช่วงเดียวกัน ฝ่ายญวนก็พยายามกวาดต้อนประชาชนไปยังดินแดนของตนเช่นกัน ทำให้ชาวบ้านจำนวนมากต้องเผชิญความยากลำบากจากสงคราม การเกณฑ์แรงงาน และการโยกย้ายถิ่นฐาน
ท้ายที่สุด ประชาชนจำนวนมากเลือกอพยพเข้ามาอยู่ในดินแดนฝั่งไทย ซึ่งมีความมั่นคงมากกว่าในเวลานั้น
เมืองที่มีการอพยพเข้ามาการอพยพระลอกใหญ่ครั้งนี้มีผู้คนจากหัวเมืองต่าง ๆ เดินทางเข้ามาตั้งถิ่นฐานในภาคอีสานของไทย ได้แก่
เมืองวัง
เมืองคำอ้อ
เมืองมหาชัย
เมืองพวน
เมืองเชียงขวาง
เมืองชุมพร
เมืองพวง
เมืองพะลาน
เมืองเชียงคำ
เมืองเชียงแมน
เมืองกาย
เมืองเชียงดี
เมืองคำเกิด
เมืองคำม่วน
เมืองพร้าว
เมืองหาว
ประชาชนจากเมืองเหล่านี้ประกอบด้วยหลายชาติพันธุ์ เช่น
ภูไท
กะเลิง
โส้
ญ้อ
ข่า
และกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ
คนเหล่านี้ได้กระจายตัวไปตั้งถิ่นฐานในหลายจังหวัดของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และกลายเป็นรากฐานของชุมชนภูไทในประเทศไทยจนถึงปัจจุบัน
จุดเริ่มต้นของบ้านคำชะอีสำหรับชาวภูไทบ้านคำชะอี บรรพบุรุษส่วนใหญ่เป็นชาว เมืองวัง และ เมืองคำอ้อ ที่อพยพเข้ามาในช่วงการอพยพระลอกที่สาม
ผู้นำสำคัญ ได้แก่ พระสุวรรณะ (พระสุวรรณโคตร), ท้าวสีหนาม, พระศรีวังคะฮาต และผู้นำชุมชนอีกหลายท่าน ซึ่งได้นำผู้คนเดินทางจากฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงมาขึ้นที่เมืองมุกดาหาร ก่อนแยกย้ายกันมาตั้งถิ่นฐานบริเวณที่ปัจจุบันคือ บ้านคำชะอี อำเภอคำชะอี จังหวัดมุกดาหาร
การอพยพครั้งนี้ไม่เพียงเป็นการย้ายถิ่นฐาน แต่ยังเป็นการนำภาษา วัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อ และภูมิปัญญาของชาวภูไทมาสู่แผ่นดินไทย ซึ่งได้รับการสืบทอดต่อเนื่องมาจนถึงลูกหลานในปัจจุบัน
หมายเหตุ
บทความนี้เรียบเรียงจากเอกสารประวัติศาสตร์ งานวิจัย และหลักฐานร่วมสมัยหลายฉบับ เพื่ออธิบายภาพรวมของการอพยพชาวผู้ไทเข้าสู่ประเทศไทย โดยรายละเอียดในแต่ละเหตุการณ์อาจแตกต่างกันตามการตีความของนักวิชาการและแหล่งข้อมูลที่ใช้ศึกษา
ตระกูลสุวรรณไตรย์