ข่าวสาร

การอพยพของชาวภูไทเข้าสู่ประเทศไทย

1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

การอพยพของชาวภูไทเข้าสู่ประเทศไทย

จุดเริ่มต้นของชุมชนภูไทในภาคอีสาน

ชาวภูไทเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน เดิมอาศัยอยู่ในบริเวณแคว้นสิบสองจุไทย เมืองแถง เมืองวัง เมืองคำอ้อ และเมืองต่าง ๆ ทางฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง ซึ่งปัจจุบันอยู่ในประเทศเวียดนามและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

การอพยพของชาวภูไทเข้าสู่ประเทศไทยไม่ได้เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว แต่เกิดขึ้นเป็น 3 ระลอกใหญ่ ตามเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ของภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ดังนี้

ระลอกที่ 1

สมัยกรุงธนบุรี (พ.ศ. 2321–2322)

การอพยพครั้งแรกเกิดขึ้นในสมัย สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เมื่อกองทัพไทยนำโดย เจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก (ต่อมาคือพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1) และ เจ้าพระยาสุรสีห์ (บุญมา) ยกทัพขึ้นไปตีเวียงจันทน์

หลังจากเวียงจันทน์แตกในปี พ.ศ. 2322 ไทยได้ขยายอำนาจไปยังหัวเมืองต่าง ๆ ทางตะวันออกของหลวงพระบาง และมีการกวาดต้อนประชาชนจากเมืองทันต์และเมืองม่วย ซึ่งเป็นถิ่นที่อยู่ของ ภูไทดำ (ลาวทรงดำ) เข้ามาตั้งถิ่นฐานที่จังหวัดเพชรบุรี

การอพยพครั้งนี้ถือเป็นการย้ายถิ่นของชาวผู้ไทเข้าสู่ประเทศไทยครั้งแรก แม้ว่าส่วนใหญ่จะเป็นผู้ไทดำ ขณะที่ผู้ไทขาวซึ่งอาศัยอยู่เมืองแถงยังไม่ได้อพยพเข้ามาในช่วงเวลานี้

ระลอกที่ 2

สมัยรัชกาลที่ 1 (ประมาณ พ.ศ. 2335–2338)

การอพยพระลอกที่สองเกิดขึ้นจากความไม่สงบในหัวเมืองลาว เมื่อเวียงจันทน์ทำสงครามกับเมืองพวนและเมืองแถง รวมทั้งเกิดการสู้รบกับญวน

ภายหลังสงคราม มีการกวาดต้อนชาวเมืองพวน ภูไทดำ และประชาชนจากหัวเมืองต่าง ๆ ส่งเข้ามายังกรุงเทพฯ จากนั้นจึงโปรดเกล้าฯ ให้บางส่วนไปตั้งถิ่นฐานที่จังหวัดเพชรบุรีเช่นเดียวกับภูไทระลอกแรก

การอพยพระลอกนี้มีจำนวนประชากรมากขึ้น และทำให้ชุมชนภูไทในประเทศไทยเริ่มขยายตัว

ระลอกที่ 3

สมัยรัชกาลที่ 3 (เริ่มตั้งแต่ พ.ศ. 2376 เป็นต้นมา)

การอพยพระลอกที่สามถือเป็น การอพยพครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของชาวภูไท

สาเหตุสำคัญเกิดจากความขัดแย้งระหว่างสยามกับญวน ซึ่งต่างต้องการขยายอำนาจเหนือดินแดนลาวและกัมพูชา รวมทั้งผลสืบเนื่องจากเหตุการณ์ กบฏเจ้าอนุวงศ์ ในช่วง พ.ศ. 2369–2371

หลังการปราบกบฏ สยามได้กวาดต้อนผู้คนจากฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงเข้ามาตั้งถิ่นฐานในฝั่งขวา เพื่อเสริมกำลังประชากรและป้องกันไม่ให้หัวเมืองเดิมกลับมาตั้งกำลังได้อีก

ในช่วงเดียวกัน ฝ่ายญวนก็พยายามกวาดต้อนประชาชนไปยังดินแดนของตนเช่นกัน ทำให้ชาวบ้านจำนวนมากต้องเผชิญความยากลำบากจากสงคราม การเกณฑ์แรงงาน และการโยกย้ายถิ่นฐาน

ท้ายที่สุด ประชาชนจำนวนมากเลือกอพยพเข้ามาอยู่ในดินแดนฝั่งไทย ซึ่งมีความมั่นคงมากกว่าในเวลานั้น

เมืองที่มีการอพยพเข้ามา

การอพยพระลอกใหญ่ครั้งนี้มีผู้คนจากหัวเมืองต่าง ๆ เดินทางเข้ามาตั้งถิ่นฐานในภาคอีสานของไทย ได้แก่

  • เมืองวัง

  • เมืองคำอ้อ

  • เมืองมหาชัย

  • เมืองพวน

  • เมืองเชียงขวาง

  • เมืองชุมพร

  • เมืองพวง

  • เมืองพะลาน

  • เมืองเชียงคำ

  • เมืองเชียงแมน

  • เมืองกาย

  • เมืองเชียงดี

  • เมืองคำเกิด

  • เมืองคำม่วน

  • เมืองพร้าว

  • เมืองหาว

ประชาชนจากเมืองเหล่านี้ประกอบด้วยหลายชาติพันธุ์ เช่น

  • ภูไท

  • กะเลิง

  • โส้

  • ญ้อ

  • ข่า

  • และกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ

คนเหล่านี้ได้กระจายตัวไปตั้งถิ่นฐานในหลายจังหวัดของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และกลายเป็นรากฐานของชุมชนภูไทในประเทศไทยจนถึงปัจจุบัน

จุดเริ่มต้นของบ้านคำชะอี

สำหรับชาวภูไทบ้านคำชะอี บรรพบุรุษส่วนใหญ่เป็นชาว เมืองวัง และ เมืองคำอ้อ ที่อพยพเข้ามาในช่วงการอพยพระลอกที่สาม

ผู้นำสำคัญ ได้แก่ พระสุวรรณะ (พระสุวรรณโคตร), ท้าวสีหนาม, พระศรีวังคะฮาต และผู้นำชุมชนอีกหลายท่าน ซึ่งได้นำผู้คนเดินทางจากฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงมาขึ้นที่เมืองมุกดาหาร ก่อนแยกย้ายกันมาตั้งถิ่นฐานบริเวณที่ปัจจุบันคือ บ้านคำชะอี อำเภอคำชะอี จังหวัดมุกดาหาร

การอพยพครั้งนี้ไม่เพียงเป็นการย้ายถิ่นฐาน แต่ยังเป็นการนำภาษา วัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อ และภูมิปัญญาของชาวภูไทมาสู่แผ่นดินไทย ซึ่งได้รับการสืบทอดต่อเนื่องมาจนถึงลูกหลานในปัจจุบัน

หมายเหตุ

บทความนี้เรียบเรียงจากเอกสารประวัติศาสตร์ งานวิจัย และหลักฐานร่วมสมัยหลายฉบับ เพื่ออธิบายภาพรวมของการอพยพชาวผู้ไทเข้าสู่ประเทศไทย โดยรายละเอียดในแต่ละเหตุการณ์อาจแตกต่างกันตามการตีความของนักวิชาการและแหล่งข้อมูลที่ใช้ศึกษา

← ข่าวสารทั้งหมด