ประกวดหมู่บ้าน อพป.
เมื่อคนทั้งหมู่บ้านร่วมมือกัน ความสำเร็จก็เกิดขึ้นได้
ในช่วงปลายทศวรรษ 2530 บ้านคำชะอีได้สร้างประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญ ด้วยการคว้ารางวัลชนะเลิศระดับภาคจากการประกวด "หมู่บ้าน อพป." หรือ หมู่บ้านอาสาพัฒนาและป้องกันตนเอง ซึ่งถือเป็นรางวัลสูงสุดของโครงการในขณะนั้น
ความสำเร็จครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่เกิดจากความร่วมมือของชาวบ้านทั้งชุมชน ที่ร่วมแรงร่วมใจกันพัฒนาหมู่บ้านด้วยความเสียสละและความภาคภูมิใจในบ้านเกิด
โครงการหมู่บ้าน อพป. คืออะไร
โครงการหมู่บ้าน อพป. เป็นนโยบายของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ที่มุ่งส่งเสริมให้ประชาชนสามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเอง พร้อมทั้งมีความสามารถในการป้องกันภัยต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นภัยธรรมชาติหรือภัยที่เกิดจากมนุษย์
แนวคิดสำคัญคือการสร้างหมู่บ้านที่เข้มแข็ง พึ่งพาตนเองได้ และมีความพร้อมในทุกด้าน ทั้งการปกครอง การศึกษา สาธารณสุข เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และความมั่นคงของชุมชน
ในระยะแรกมีการประกวดจนถึงระดับประเทศ ก่อนจะปรับเหลือระดับภาค เพื่อให้เหมาะสมกับวิถีชีวิตและบริบทของแต่ละภูมิภาค
บ้านคำชะอีกับการก้าวสู่เวทีระดับภาค
ปี พ.ศ. 2530 บ้านคำชะอีได้รับคัดเลือกเข้าประกวดในระดับจังหวัด แต่ยังพ่ายให้กับบ้านภู อำเภอหนองสูง ซึ่งได้เป็นตัวแทนจังหวัดมุกดาหารไปแข่งขันระดับภาค
อย่างไรก็ตาม ความพร้อมและศักยภาพของบ้านคำชะอีเป็นที่ประจักษ์แก่หน่วยงานราชการ จนในปี พ.ศ. 2531 บ้านคำชะอีได้รับเลือกให้เป็นตัวแทนจังหวัดมุกดาหาร เข้าประกวดในระดับภาค
คนทั้งหมู่บ้านลุกขึ้นมาพัฒนาบ้านของตนเอง
เมื่อได้รับคัดเลือก ทุกคนในชุมชนต่างร่วมมือกันอย่างเต็มกำลัง
ภายใต้การนำของ กำนันแถม แสนโสม พร้อมด้วยคณะที่ปรึกษา ได้แก่
อาจารย์จินดา จิตจักร
อาจารย์พิน สุวรรณไตรย์
อาจารย์วิบูลย์ สุวรรณไตรย์
ได้ร่วมกันวางแผนพัฒนาหมู่บ้านให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์การประเมิน
บรรยากาศในช่วงนั้นเต็มไปด้วยความคึกคัก ทุกครัวเรือนต่างช่วยกันปรับปรุงบ้านของตนเอง เช่น
ทาสีรั้วบ้านเป็นสีขาว
ปลูกผักสวนครัวหน้าบ้าน ตามแนวคิด "พืชผักสวนครัว รั้วกินได้"
ติดป้ายบ้านเลขที่ทุกหลัง
จัดทำป้ายคำขวัญและป้ายรณรงค์ทั่วทั้งหมู่บ้าน
จัดเวรยามรักษาความปลอดภัย
เตรียมอุปกรณ์ป้องกันอัคคีภัย
หมู่บ้านทั้งหมู่บ้านจึงเปลี่ยนโฉมอย่างเห็นได้ชัด
ความร่วมมือของทุกองค์กรในชุมชน
นอกจากการปรับปรุงภูมิทัศน์แล้ว ยังมีการจัดระบบองค์กรชุมชนใหม่ให้ชัดเจนกว่าเดิม
มีการแบ่งงานเป็นด้านต่าง ๆ เช่น
การปกครอง
การป้องกันภัย
การคลัง
สาธารณสุข
การศึกษา
สิ่งแวดล้อม
กลุ่มอาชีพ
เยาวชน
สตรี
ผู้สูงอายุ
รวมแล้วกว่า 30 องค์กร
แต่ละองค์กรมีคณะกรรมการและผู้แทนที่จะนำเสนอผลงานต่อคณะกรรมการประเมิน ซึ่งผู้รายงานจะต้องเป็น "ชาวบ้าน" ไม่ใช่ข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่
จึงเกิดการฝึกซ้อมการนำเสนออย่างสนุกสนาน หลายคนซึ่งเป็นครูในหมู่บ้านต้องฝึกพูดให้เหมือนชาวบ้านทั่วไป ทำให้บรรยากาศเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและความอบอุ่น
ทุกคืนคือคืนแห่งการเตรียมความพร้อม
ในช่วงก่อนวันประเมิน ชาวบ้านแทบทุกคนมารวมตัวกันที่ วัดโพธิ์ศรีแก้ว
ทุกคืนจะมีการประชุม ตรวจสอบความพร้อม และซักซ้อมกิจกรรมต่าง ๆ ทั้งการกล่าวรายงาน การต้อนรับคณะกรรมการ การร้องเพลงประจำโครงการ และการปรบมือแบบ อพป.
ภาพของคนทั้งหมู่บ้านที่มาร่วมแรงร่วมใจกันในยามค่ำคืน กลายเป็นความทรงจำที่ยังอยู่ในใจของหลายคนจนถึงทุกวันนี้
ความช่วยเหลือจากทุกภาคส่วน
ความสำเร็จครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากชาวบ้านเพียงลำพัง แต่ยังได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากภาคราชการ
นายอำเภอปราโมทย์ สัจจะรักษ์ ในขณะนั้น ได้นำเจ้าหน้าที่ทั้งอำเภอลงมาช่วยเหลืออย่างใกล้ชิด พร้อมสนับสนุนงบประมาณจำนวน 10,000 บาท สำหรับการเตรียมงาน
ท่านลงพื้นที่ด้วยตนเองแทบทุกวัน ทำงานเคียงข้างชาวบ้านอย่างไม่ถือเนื้อถือตัว จนได้รับความเคารพและชื่นชมจากคนในชุมชน
ขณะเดียวกัน จังหวัดมุกดาหาร ภายใต้การนำของ ผู้ว่าราชการจังหวัดไมตรี นัยกุล ก็ส่งเจ้าหน้าที่ผู้มีประสบการณ์ลงมาช่วยเสริมทีมงานอีกแรงหนึ่ง
วันที่รอคอย
ต้นปี พ.ศ. 2532 คณะกรรมการจากกองทัพภาคที่ 2 พร้อมผู้แทนจากหลายหน่วยงาน เดินทางมาตรวจประเมินหมู่บ้านคำชะอี
หลังจากที่ทุกคนทุ่มเทแรงกายแรงใจมาเป็นเวลาหลายเดือน ในที่สุดผลการประเมินก็ประกาศออกมา
บ้านคำชะอีได้รับรางวัลชนะเลิศ "หมู่บ้าน อพป." ระดับภาค
ซึ่งถือเป็นรางวัลสูงสุดของโครงการในขณะนั้น
หมู่บ้านได้รับ
โล่เกียรติยศ
เงินรางวัลจำนวน 60,000 บาท
เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2532
โดย กำนันแถม แสนโสม เป็นผู้นำคณะตัวแทนหมู่บ้านเดินทางไปรับรางวัล ณ กองทัพภาคที่ 2 จังหวัดนครราชสีมา จาก พลโทอิสระพงษ์ หนุนภักดี
ความสำเร็จที่เกิดจากหัวใจของคนคำชะอี
การได้รับรางวัลครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงชัยชนะในการประกวด แต่เป็นสัญลักษณ์ของความสามัคคี ความเสียสละ และความรักบ้านเกิดของชาวคำชะอี
ทุกคนต่างมีส่วนร่วม ไม่ว่าจะเป็นผู้นำชุมชน ครู ข้าราชการ เยาวชน หรือชาวบ้านธรรมดา ต่างช่วยกันคนละไม้คนละมือ จนสามารถยกระดับหมู่บ้านให้เป็นต้นแบบของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ดังคำกล่าวที่ผู้เฒ่าผู้แก่ในชุมชนมักพูดด้วยความภาคภูมิใจว่า
"บ้านคำชะอีเป็นบ้านผู้ไทที่ไม่ธรรมดา หากลูกหลานร่วมใจกันเมื่อใด ก็สามารถทำได้ทุกอย่าง ตั้งแต่สากกะเบือจนถึงเรือรบ"
อ้างอิงข้อมูล: สัมภาษณ์ ครูวิบูลย์ สุวรรณไตรย์, ครูพิน สุวรรณไตรย์ และนางทองมี ไวสู้ศึก (4 พฤศจิกายน 2552)
ตระกูลสุวรรณไตรย์