เสือใหญ่อาละวาดที่บ้านศรีมงคล
เรื่องเล่าที่ยังอยู่ในความทรงจำของชาวคำชะอีและบ้านศรีมงคล
เมื่อประมาณ พ.ศ. 2491 ชาวบ้านศรีมงคลและหมู่บ้านใกล้เคียงต้องเผชิญกับเหตุการณ์ที่สร้างความหวาดหวั่นให้กับผู้คนทั้งพื้นที่ เมื่อมี เสือโคร่งขนาดใหญ่ ออกอาละวาด จับวัว ควาย และสัตว์เลี้ยงของชาวบ้านเป็นอาหาร จนหลายคนไม่กล้าออกจากบ้านหรือเดินทางเข้าป่าไปทำไร่ทำนา
ในสมัยนั้น ป่ายังอุดมสมบูรณ์และมีสัตว์ป่าชุกชุม การพบเสือโคร่งจึงไม่ใช่เรื่องแปลก แต่เสือตัวนี้มีขนาดใหญ่มาก จนชาวบ้านเล่าว่า เมื่อนำมาวัดจากปลายจมูกถึงปลายหางได้ยาวถึง 7 ศอก จึงเป็นที่กล่าวขานกันไปทั่วทั้งอำเภอ
การเผชิญหน้ากับเสือโคร่ง
วันหนึ่ง เสือตัวดังกล่าวได้ออกมาจับม้าที่บริเวณ นาถ้ำบิ้ง ริมห้วยคันแทใหญ่ ใกล้บ้านศรีมงคล แต่กินเนื้อไม่หมด
นายดี สุวรรณไตรย์ ผู้มีรูปร่างแข็งแรงและขึ้นชื่อเรื่องความกล้าหาญ เชื่อว่าเสือจะต้องย้อนกลับมากินซากม้าที่เหลืออย่างแน่นอน จึงชวนเพื่อนชื่อ นายตี้ ไปดักรอ
ทั้งสองสร้างห้างบนต้นไม้ คนละฝั่งของซากม้า พร้อมอาวุธเพียง ปืนแก๊บ คนละกระบอก ซึ่งเป็นอาวุธพื้นบ้านที่ใช้กันในยุคนั้น
เมื่อเวลาประมาณสองทุ่ม เสือก็กลับมาตามที่คาดไว้ และเดินเข้าหาซากม้าทางฝั่งของนายดี
ทันทีที่ได้จังหวะ นายดีจึงลั่นไก เสียงปืนดังสนั่นไปทั่วป่า จนชาวบ้านที่อยู่ไกลถึงบ้านหนองกะปาดยังได้ยิน
กระสุนนัดนั้นสามารถสังหารเสือโคร่งตัวใหญ่ได้สำเร็จ สร้างความโล่งใจให้กับชาวบ้านทั้งพื้นที่ที่ต้องหวาดกลัวมานาน
การนำซากเสือกลับหมู่บ้าน
เมื่อเสือตายแล้ว ญาติพี่น้องและชาวบ้านหลายคนได้ช่วยกันนำซากเสือกลับหมู่บ้าน
เนื่องจากบริเวณที่ยิงเสือไม่มีทางเกวียนเข้าไปถึง ทุกคนจึงช่วยกันหามออกมาด้วยแรงคน
ผู้เฒ่าผู้แก่ในสมัยนั้นมีความเชื่อว่า
หากหามเสือโดยให้เท้าของเสือชี้ขึ้นฟ้า จะทำให้เกิดฝนแล้ง
ชาวบ้านจึงช่วยกันทำโครงไม้รองรับซากเสือให้อยู่ในลักษณะยืน แล้วผลัดเปลี่ยนกันหามออกจากป่าจนถึงหมู่บ้าน
ผู้คนแห่มาดูเสือ
รุ่งเช้าวันถัดมา ซากเสือถูกนำขึ้นเกวียนให้ชาวบ้านศรีมงคลได้ชม ก่อนจะนำไปแสดงที่หน้าโรงเรียนบ้านคำชะอี
ข่าวแพร่สะพัดอย่างรวดเร็ว ผู้คนจากหลายหมู่บ้านต่างเดินทางมาดูเสือโคร่งตัวใหญ่จนแน่นบริเวณโรงเรียน
นายณรงค์ อุปัญญ์ ผู้บันทึกเรื่องนี้ เล่าว่า ในเวลานั้นตนยังเป็นเด็ก คุณพ่อพาไปดูและอุ้มขึ้นขี่คอเพื่อให้มองเห็นเสือ
สมัยก่อนมีความเชื่อเรื่องโรคที่เรียกว่า "แสดเสือ" ซึ่งเชื่อว่าหากเด็กที่ป่วยได้ขึ้นขี่เสือ จะช่วยให้หายจากโรคได้
คุณพ่อจึงตั้งใจจะให้ลูกขึ้นนั่งบนตัวเสือ แต่เมื่อจะอุ้มลง เด็กน้อยกลับร้องไห้ด้วยความหวาดกลัวอย่างหนัก จึงไม่ได้ขึ้นขี่เสือตามความเชื่อนั้น
ความเชื่อและวิถีชีวิตในอดีต
หลังจากนั้น ชาวบ้านได้ชำแหละซากเสือ โดยแบ่งเนื้อกันตามความเชื่อในสมัยนั้น ส่วนหนังเสือนำไปตากแห้งก่อนนำไปขายที่จังหวัดมุกดาหาร
แม้เหตุการณ์จะเกิดขึ้นที่บ้านศรีมงคล แต่ก็เป็นเรื่องที่เล่าขานไปทั่วบ้านคำชะอีและพื้นที่ใกล้เคียง เพราะถือเป็นเหตุการณ์สำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิตของผู้คนในอดีต ซึ่งยังต้องอยู่ร่วมกับผืนป่าและสัตว์ป่าอย่างใกล้ชิด
ปัจจุบัน เรื่องราวนี้ยังคงถูกถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น เป็นทั้งความทรงจำของชุมชน และหลักฐานทางประวัติศาสตร์ท้องถิ่นที่สะท้อนถึงความกล้าหาญ ความสามัคคี และภูมิปัญญาของชาวบ้านในอดีต
ที่มา: เรียบเรียงจากคำบอกเล่าของ นายสาคร สุวรรณไตรย์, นายประเนิม คนซื่อ (สัมภาษณ์ 3 ตุลาคม 2552) และนางบอน อุปัญญ์ บ้านศรีมงคล (สัมภาษณ์ 6 ตุลาคม 2552)
ตระกูลสุวรรณไตรย์