หน้าเนื้อหา

ต้นตระกูลสุวรรณไตรย์

แก้ไขล่าสุดเมื่อ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

ต้นตระกูลสุวรรณไตรย์ : รากเหง้าของชาวผู้ไทบ้านคำชะอี

ตระกูล สุวรรณไตรย์ เป็นหนึ่งในตระกูลใหญ่ของชาวผู้ไทบ้านคำชะอี จังหวัดมุกดาหาร และเป็นตระกูลที่มีความผูกพันกับประวัติศาสตร์การอพยพของชาวผู้ไทจากเมืองวังและเมืองคำอ้อ ในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์

จุดเริ่มต้นของต้นตระกูล

ตามข้อมูลจากเอกสารประวัติศาสตร์และคำบอกเล่าที่สืบทอดกันมา ต้นตระกูลสุวรรณไตรย์มีบรรพบุรุษสำคัญคือ พระสุวรรณะ หรือ พระสุวรรณโคตร ซึ่งเคยดำรงตำแหน่ง เพี้ยเมืองแสน ทำหน้าที่ดูแลด้านการทหารของเมืองวัง (ปัจจุบันอยู่ใน สปป.ลาว)

ในช่วงเหตุการณ์กบฏเจ้าอนุวงศ์แห่งเวียงจันทน์ พ.ศ. 2369 เจ้าเมืองวังได้อพยพออกจากเมือง ขณะที่พระสุวรรณโคตรยังคงทำหน้าที่ดูแลเมือง และได้รับการยอมรับจากชาวเมืองให้ทำหน้าที่ปกครองแทน แม้ว่ายังไม่ได้รับพระราชทานแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ เนื่องจากอยู่ในช่วงสงคราม

การอพยพครั้งใหญ่ของชาวผู้ไท

ภายหลังสงคราม รัชกาลที่ 3 โปรดเกล้าฯ ให้กวาดต้อนผู้คนจากฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงเข้ามาตั้งถิ่นฐานในฝั่งขวา เพื่อเสริมความมั่นคงของราชอาณาจักรสยาม

ครั้งนั้น พระสุวรรณโคตรได้นำชาวผู้ไทอพยพจำนวนประมาณ 1,658 คน ประกอบด้วย

  • ชาวเมืองวัง 852 คน
  • ชาวเมืองคำอ้อและคำเขียว 806 คน

ผู้นำสำคัญร่วมขบวนอพยพ ได้แก่

  • ท้าวสีหนาม (ท้าวสิงห์) เจ้าเมืองคำอ้อ
  • พระศรีวังคะฮาต ต้นตระกูลวังคะฮาต
  • ท้าวอุปคุต
  • พระสุวรรณโคตร

ทั้งหมดเดินทางมาขึ้นฝั่งที่เมืองมุกดาหาร และพักอาศัยอยู่กับ พระจันทรสุริยวงศ์ (พรหม) เจ้าเมืองมุกดาหาร เป็นระยะเวลาหนึ่ง ก่อนออกค้นหาพื้นที่ตั้งถิ่นฐานแห่งใหม่

การก่อตั้งบ้านคำชะอี

ชาวเมืองวังเลือกพื้นที่ที่มีลำห้วยน้ำคำไหลผ่านตลอดปี มีผืนป่าและภูเขาล้อมรอบ ซึ่งเหมาะแก่การเพาะปลูกและการดำรงชีวิต จึงตั้งถิ่นฐานบริเวณที่เรียกว่า บ้านคำชะอี

ส่วนชาวเมืองคำอ้อเดินทางต่อไปทางใต้ประมาณ 4–5 กิโลเมตร และตั้งถิ่นฐานที่บ้านหนองแวงและบ้านหนองสูง ซึ่งต่อมาได้พัฒนาเป็นชุมชนสำคัญของชาวผู้ไทเช่นเดียวกัน

ต่อมา เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2387 รัชกาลที่ 3 โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ท้าวสีหนาม เป็น พระไกรสราช เจ้าเมืองหนองสูง ถือเป็นเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์ของชาวผู้ไทในพื้นที่

ที่มาของนามสกุล "สุวรรณไตรย์"

ตามคำบอกเล่าของคนรุ่นเก่า เชื่อว่านามสกุล "สุวรรณไตรย์" มีที่มาจากการผสมคำระหว่าง

  • สุวรรณโคตร ซึ่งเป็นชื่อของต้นตระกูล
  • พระรัตนตรัย อันเป็นสิ่งสูงสุดในพระพุทธศาสนา

จึงเกิดเป็นนามสกุล "สุวรรณไตรย์" เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ลูกหลาน

ตราประจำตระกูลสุวรรณไตรย์

หลวงทรงฤทธิรอน และบทบาทต่อบ้านคำชะอี

พระสุวรรณะ หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า ท้าวเสือ ได้รับแต่งตั้งเป็น หลวงทรงฤทธิรอน และเคยทำหน้าที่ ผู้รักษาเมืองหนองสูง แทนเจ้าเมืองในช่วงหนึ่ง

นอกจากบทบาทด้านการปกครองแล้ว ท่านยังได้รับการกล่าวถึงว่าเป็นผู้อัญเชิญ เจ้าปู่ทะดา หรือ ผีปู่ตา จากเมืองวัง มาประดิษฐานเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำบ้านคำชะอี เพื่อเป็นศูนย์รวมจิตใจของชุมชนในยุคที่ยังไม่มีวัดและสำนักสงฆ์

เจ้าปู่ทะดาและศาลหลักเมือง

ศาลเจ้าปู่ทะดาตั้งอยู่บริเวณ ดานตึง ทางทิศเหนือของบ้านคำชะอี ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นพื้นที่พักอาศัยแห่งแรกของชาวเมืองวังที่อพยพเข้ามา

ตามความเชื่อของชาวบ้าน เจ้าปู่ทะดาเป็นผู้คุ้มครองชุมชน จึงมีการประกอบพิธีบวงสรวงและเลี้ยงเจ้าปู่เป็นระยะ โดยทั่วไปจะจัดขึ้นทุกสามปี ตามคติที่เรียกว่า "สองปีฮาม สามปีคอบ"

พิธีดังกล่าวถือเป็นประเพณีสำคัญของชุมชน และสืบทอดต่อกันมาหลายชั่วอายุคน โดยมี เจ้าจ้ำ ทำหน้าที่เป็นผู้นำประกอบพิธี ซึ่งจากคำบอกเล่าระบุว่า บุคคลในตระกูลสุวรรณไตรย์หลายรุ่นได้ทำหน้าที่นี้สืบต่อกันมา

การขยายตัวของลูกหลาน

เมื่อบ้านคำชะอีมีประชากรเพิ่มขึ้น ลูกหลานบางส่วนได้อพยพไปตั้งถิ่นฐานในพื้นที่ต่าง ๆ เช่น

  • บ้านบุ่งเลิศ จังหวัดร้อยเอ็ด
  • บ้านงิ้ว
  • บ้านม่วง จังหวัดสกลนคร
  • บ้านป่าแฝก
  • บ้านห้วยลึก จังหวัดบึงกาฬ
  • บ้านดุง จังหวัดอุดรธานี

แม้จะย้ายถิ่นฐาน แต่ยังคงสืบทอดภาษา วัฒนธรรม และอัตลักษณ์ของชาวผู้ไทไว้จนถึงปัจจุบัน

สุวรรณไตรย์ และ สุวรรณไตร

ลูกหลานบางสายใช้นามสกุล "สุวรรณไตร" โดยตัดอักษร "ย์" ออก ขณะที่บางสายยังคงใช้นามสกุล "สุวรรณไตรย์"

จากคำบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่ เชื่อว่าทั้งสองนามสกุลมีต้นกำเนิดเดียวกันจากบ้านคำชะอี และเป็นลูกหลานของต้นตระกูลเดียวกัน เพียงแต่มีการเปลี่ยนรูปการสะกดตามการจดทะเบียนราษฎรในแต่ละช่วงเวลา

มรดกที่ลูกหลานควรภาคภูมิใจ

ไม่ว่าจะใช้นามสกุล สุวรรณไตรย์ หรือ สุวรรณไตร สิ่งสำคัญคือการตระหนักถึงรากเหง้าของตนเอง ยอมรับว่ามีบรรพบุรุษร่วมกันจากบ้านคำชะอี รักษาความสัมพันธ์ของเครือญาติ และร่วมกันสืบสานภาษา ประเพณี และวัฒนธรรมของชาวผู้ไทให้คงอยู่สืบไป

หมายเหตุ

บทความนี้เรียบเรียงจากเอกสารประวัติศาสตร์ งานวิจัย และคำบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่ในชุมชน ซึ่งรายละเอียดบางประเด็นอาจแตกต่างกันตามแหล่งข้อมูล การศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นจึงควรพิจารณาหลักฐานหลายด้านประกอบกัน