หน้าเนื้อหา

วัดป่าสุภัททาราม มุกดาหาร

แก้ไขล่าสุดเมื่อ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2569

วัดป่าสุภัททาราม จังหวัดมุกดาหาร : ความสงบแห่งป่า ณ ดินแดนอีสานใต้

        วัดป่าสุภัททารามตั้งอยู่ท่ามกลางขุนเขาและผืนป่าในตำบลคำชะอี อำเภอคำชะอี จังหวัดมุกดาหาร เป็นวัดป่าสายกรรมฐานที่โดดเด่นด้วยความสงบร่มรื่น จุดชมวิวริมหน้าผา และพระธาตุโพธิญาณ ซึ่งจำลององค์พระธาตุพนมในขนาดครึ่งหนึ่งขององค์จริง

        วัดแห่งนี้เป็นสาขาลำดับที่ ๙ ของวัดหนองป่าพง สืบทอดแนวทางปฏิบัติของหลวงพ่อชา สุภัทโท อันประกอบด้วยความเรียบง่าย การดำรงอยู่ตามธรรมวินัย และการฝึกสติในทุกอิริยาบถ ปัจจุบัน วัดยังคงเป็นที่จำพรรษาของพระภิกษุ เป็นศูนย์ปฏิบัติธรรม และเป็นพื้นที่พักใจสำหรับผู้ที่แสวงหาความสงบจากความวุ่นวายภายนอก

ประวัติความเป็นมา : จากถ้ำเจียสู่สาขาที่ ๙ แห่งวัดหนองป่าพง

ปฐมบท : ถ้ำเจียและพระครูนวการคุณากร

ย้อนกลับไปในปี พ.ศ. ๒๔๙๒ บริเวณที่ตั้งวัดในปัจจุบันยังเป็นป่าสงวนแห่งชาติ ในปีนั้น พระครูนวการคุณากร (อัญญาครูธด กันตสีโล) ได้มาจำพรรษาอยู่ที่ ถ้ำเจีย เป็นเวลา ๑ พรรษา ก่อนจะออกธุดงค์ไปยังสถานที่ต่างๆ ต่อมา ชาวบ้านคำชะอีและบ้านนาปุ่งได้ร่วมกันพิจารณาเห็นว่า สถานที่แห่งนี้สมควรสร้างเป็นวัด เพื่อเป็นที่พึ่งทางใจของชุมชนในละแวกนั้น

ความศรัทธาจากแรงงาน : การไปช่วยสร้างวัดถ้ำแสงเพชร

        ต่อมา พระโพธิญาณเถร (หลวงปู่ชา สุภัทโท) เจ้าอาวาสวัดหนองป่าพง จังหวัดอุบลราชธานี ได้ไปสร้างสำนักสงฆ์ถ้ำแสงเพชร ที่อำเภออำนาจเจริญ (ซึ่งในขณะนั้นยังอยู่ในเขตจังหวัดอุบลราชธานี) ญาติโยมชาวบ้านคำชะอี – บ้านนาปุ่ง ได้ทราบข่าวและเดินทางไปช่วยเหลือท่านพัฒนาทำถนนขึ้นสู่วัดถ้ำแสงเพชร ซึ่งเป็นสาขาที่ ๕ ของวัดหนองป่าพง
        ในหมู่ผู้ไปช่วยเหลือนั้น มีนายตุ๋ย วังคะฮาต และนายนี วังคะฮาต (ผู้ให้ประวัติในภายหลัง) รวมอยู่ด้วย ทั้งสองท่านจึงถือโอกาสกราบนิมนต์หลวงปู่ชา ฯ มารับบิณฑบาตที่บ้านคำชะอี

การนิมนต์หลวงปู่ชา ฯ : จุดเริ่มต้นแห่งการก่อตั้ง

        ในการนิมนต์ครั้งแรก หลวงปู่ชา ฯ ท่านบอกว่า "จะไปได้อย่างไร เพราะอยู่คนละจังหวัด" (อำนาจเจริญกับมุกดาหาร) แต่เมื่อถึงรุ่งขึ้น ญาติโยมได้กราบนิมนต์ใหม่อีกครั้ง ท่านจึงตอบว่า "เวลาว่างก่อนจึงค่อยไป" และท่านยังได้กล่าวอีกว่า "โยมไม่ใช่มาช่วยงานอย่างเดียว มาหวังเอาพระของเราด้วย"
        หลังจากช่วยงานที่ถ้ำแสงเพชรได้นานพอสมควร ญาติโยมจึงได้กราบลากลับมาที่บ้านคำชะอี – บ้านนาปุ่ง และได้ไปปรึกษากับ กำนันตรอง อุปัญญ์, นายเซ้ย สุวรรณไตรย์ และนายแพทย์บุญศรี สุวรรณไตรย์ ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญในชุมชนขณะนั้น ที่ประชุมตกลงกันว่าจะต้องนิมนต์หลวงปู่ชา ฯ มาบิณฑบาตที่บ้านคำชะอีให้ได้ เพราะในใจของญาติโยมต่างปรารถนาจะมีสำนักสงฆ์เป็นเนื้อนาบุญของชุมชน

การมาพำนักที่ถ้ำเจียและการรับบริจาคที่ดิน

        ไม่นานความดีก็มาถึง ญาติโยมได้นิมนต์หลวงปู่ชา ฯ มาพำนักที่ถ้ำเจีย ท่านได้เดินทางมาดูสถานที่และพักอยู่ประมาณ ๗ วัน ระหว่างนั้นมีญาติโยมทั้งชายหญิง คนแก่ เด็ก และคนหนุ่มสาว มาทำบุญตักบาตรเป็นจำนวนมาก ท่านได้อบรมสั่งสอนและให้คำแนะนำแก่ญาติโยม เมื่อชาวบ้านปรึกษาว่าอยากได้ที่พักสงฆ์ หลวงปู่ชา ฯ ก็ได้ให้ความเห็นว่า "สมควรสร้างให้เป็นวัด"
ชาวบ้านคำชะอี – บ้านนาปุ่ง จึงได้ร่วมกันหาผู้บริจาคที่ดิน โดยมีรายนามผู้มีจิตศรัทธาดังนี้
1. นายตรอง อุปัญญ์ (กำนันตำบลคำชะอี) บริจาค ๑๐ ไร่2. นายมี สุวรรณไตรย์ บริจาค ๑๐ ไร่3. นายพิเศษ สุวรรณไตรย์ บริจาค ๑๐ ไร่4. นายหม้าย สุวรรณไตรย์ บริจาค ๑๐ ไร่5. นายบุญท้าว สุวรรณไตรย์ บริจาค ๑๐ ไร่6. นายเซ้ย สุวรรณไตรย์ บริจาค ๑๐ ไร่7. ตระกูลสุวรรณไตรย์และชาวบ้านอีกหลายท่าน ได้บริจาคสมทบ
        รวมที่ดินบริจาคทั้งสิ้นประมาณ ๓๐๐ กว่าไร่ หลวงปู่ชา ฯ จึงได้อนุญาตให้ตั้งสำนักสงฆ์ขึ้น ณ ที่แห่งนี้ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๐ โดยเป็น สาขาที่ ๙ ของวัดหนองป่าพง และตั้งชื่อว่า วัดป่าสุภัททาราม ตามนามฉายาของหลวงปู่ชา (สุภัทโท) เพื่อเป็นอนุสรณ์

การสืบทอด : จากอดีตสู่ปัจจุบัน

        ปีแรก พระอาจารย์คำ นิสโสโก (พระราชพิพัฒน์วัชโรดม) ได้เป็นผู้นำตั้งสำนักสงฆ์ อยู่จำพรรษาได้ ๑ พรรษา ก็อาพาธด้วยไข้ป่าต้องกลับวัดหนองป่าพง หลวงปู่ชา ฯ จึงแต่งตั้งให้พระอาจารย์สนั่น ขันติโก มาอยู่แทนจนถึงปี พ.ศ. ๒๕๑๕ ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๑๖ หลวงปู่ชา ฯ ได้ส่ง พระอาจารย์มหาสำราญ ปริปุณโณ มาจำพรรษาแทน ซึ่งท่านได้บริหารวัดเรื่อยมาจนถึงปี พ.ศ. ๒๕๓๖
        หลังจากนั้น ได้มีการสับเปลี่ยนเจ้าอาวาสหลายรูป อาทิ พระอาจารย์พูนทรัพย์ วิมโร (พ.ศ. ๒๕๓๗-๒๕๓๘) และพระอาจารย์จรูญ เขมานันโท (พ.ศ. ๒๕๓๘-๒๕๔๐)
        จนกระทั่งปี พ.ศ. ๒๕๔๐ ญาติโยมได้นิมนต์ พระอาจารย์ทินกร ทีปธัมโม มาจำพรรษา และท่านได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๔๒ จนถึงปัจจุบัน โดยได้รับสมณศักดิ์เป็น พระครูสุภัทรทีปคุณ ท่านเป็นศิษย์สายตรงของหลวงปู่ชา ฯ และได้ธำรงรักษาแนวทางปฏิบัติอันเคร่งครัดสืบมา

ภูมิทัศน์ : ความงามที่กลมกลืนกับธรรมชาติ

        จากภายนอก วัดป่าสุภัททารามอาจมีเค้าความเป็นวัดป่าทั่วไป แต่เมื่อก้าวเข้ามา จะสัมผัสได้ถึงเอกลักษณ์ของภูมิประเทศที่หล่อหลอมบรรยากาศของวัดให้มีชีวิตชีวา วัดตั้งอยู่บนเนินเขา รายล้อมด้วยไม้ใหญ่และพรรณไม้พื้นถิ่น ทางเดินบางช่วงทอดตามระดับความสูง เชื่อมต่อไปยังพระธาตุ เขตปฏิบัติธรรม และหน้าผาชมวิว
        วัดมิได้ถูกพัฒนาให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงพาณิชย์ ไร้ร้านค้า ไร้เสียงสังสรรค์ มีเพียงความเรียบง่ายและความกลมกลืนระหว่างสถาปัตยกรรมกับธรรมชาติ เสียงนก เสียงลม และเสียงสวดมนต์ยามเช้าคือสิ่งทดแทนเสียงแห่งเมือง
        ยามเช้า แสงแรกของวันสาดส่องผ่านเรือนยอดไม้ ยามบ่ายแก่ แสงตะวันอ่อนๆ เปิดมุมมองสู่ชุมชนและขุนเขาที่อยู่ไกลออกไป การมาเยือนวัดแห่งนี้จึงมิใช่เพียงการถ่ายภาพ หากแต่เป็นโอกาสในการพักจิตและทบทวนชีวิต

พระธาตุโพธิญาณ : ศรัทธาแห่งลุ่มน้ำโขง

จุดเด่นที่สำคัญของวัดคือ พระธาตุโพธิญาณ ซึ่งจำลองรูปทรงจากพระธาตุพนม จังหวัดนครพนม อันเป็นปูชนียสถานคู่ใจของชาวอีสานและผู้คนในลุ่มน้ำโขง โดยมีขนาดประมาณครึ่งหนึ่งขององค์จริง
พระธาตุองค์นี้มิได้เป็นเพียงสิ่งก่อสร้างที่งดงาม แต่ยังเป็นเครื่องเตือนใจให้ระลึกถึงพระรัตนตรัย เกิดศรัทธา และนำไปสู่การปฏิบัติธรรมในชีวิตประจำวัน เช่น การรักษาศีล การกล่าววาจาสุภาพ และการมีสติรู้ตัว
        ชื่อ “โพธิญาณ” สื่อถึงความรู้แจ้งใต้ร่มโพธิ์ เป็นเครื่องเตือนให้ผู้สักการะมองพระธาตุเป็นมากกว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์สำหรับขอพร แต่เป็นจุดเริ่มต้นแห่งปัญญาและความสงบภายใน

หน้าผาชมวิว : มองเห็นทั้งแผ่นดินและภายในจิต

        อีกหนึ่งเสน่ห์ของวัดคือ จุดชมวิวริมหน้าผา จากจุดนี้ นักท่องเที่ยวสามารถมองเห็นทิวทัศน์ของป่า ทุ่งนา ชุมชน และภูมิประเทศโดยรอบของอำเภอคำชะอีได้อย่างกว้างไกล ลมพัดผ่านตลอดทั้งวัน และเป็นจุดพักที่หลายคนเลือกนั่งสงบหลังจากเดินขึ้นมาตามทางวัด
        ควรใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษในช่วงฤดูฝนหรือวันที่ลมแรง โดยเฉพาะเด็กและผู้สูงอายุ และควรปฏิบัติตามเวลาที่วัดกำหนด (วัดปิดเวลา ๑๗.๐๐ น.) เพื่อไม่ให้รบกวนกิจวัตรของพระภิกษุ

ปฏิบัติธรรมตามรอยหลวงพ่อชา

        เนื่องจากวัดสืบทอดแนวทางจากวัดหนองป่าพง การปฏิบัติธรรมจึงเน้นความเรียบง่ายและความเป็นจริงในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการเดินจงกรม การนั่งสมาธิ การทำวัตร หรือการทำงานร่วมกัน ล้วนเป็นเครื่องมือในการฝึกสติ
        ผู้ที่เข้าปฏิบัติจะได้เรียนรู้การรักษาศีล การกำหนดรู้กายและใจ การปล่อยวางความชอบและไม่ชอบ อันเป็นแก่นของคำสอนหลวงพ่อชา การอยู่ในธรรมชาติยังช่วยให้เห็นความไม่เที่ยงของทุกสรรพสิ่งได้อย่างชัดเจน
        วัดยังเป็นสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดมุกดาหาร เปิดโอกาสให้ประชาชนได้เข้ามาทำบุญ ศึกษาธรรม และพักใจตลอดทั้งปี

พระครูสุภัทรทีปคุณ : ผู้สืบทอดและธำรงธรรม

        เจ้าอาวาสองค์ปัจจุบันคือ พระครูสุภัทรทีปคุณ (พระทินกร ทีปธัมโม) อุปสมบท ณ วัดหนองป่าพง เมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๒๑ และดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๔๒ ท่านเป็นผู้ธำรงแนวทางสายหลวงพ่อชาอย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งส่งเสริมการปฏิบัติธรรม การอนุรักษ์ป่า และการพัฒนาวัดให้เป็นศูนย์กลางทางจิตวิญญาณของชุมชน
        นอกจากนี้ ท่านยังได้รับตำแหน่งทางปกครองคณะสงฆ์ โดยได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะตำบลคำชะอี และต่อมาได้รับแต่งตั้งเป็นรองเจ้าคณะอำเภอคำชะอีใน พ.ศ. ๒๕๖๘ ซึ่งสะท้อนถึงความไว้วางใจและบทบาทในการขับเคลื่อนพระพุทธศาสนาในพื้นที่

ธรรมจักรสีเขียว : วัดกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

        นอกจากเป็นแหล่งธรรมะแล้ว วัดป่าสุภัททารามยังได้รับการยอมรับในด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยได้รับรางวัล “ธรรมจักรสีเขียว” ประจำปี ๒๕๖๘ ซึ่งมอบให้แก่วัดต้นแบบด้านการฟื้นฟูป่าและการรักษาสิ่งแวดล้อม โดยวัดได้รับการคัดเลือกเป็นหนึ่งในสิบของประเทศ
        วัดมีการป้องกันไฟป่า ปลูกต้นไม้ ดูแลพื้นที่ป่า และสร้างความร่วมมือกับชุมชนในการจัดการเชื้อเพลิงและขยะ ซึ่งเป็นแบบอย่างที่ดีของการอยู่ร่วมกันระหว่างพุทธศาสนาและธรรมชาติ

การพัฒนาพื้นที่วัดและเขตวิสุงคามสีมา
การขอใช้พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ

        เนื่องจากวัดป่าสุภัททารามตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติเดิม จึงต้องมีการดำเนินการขออนุญาตใช้พื้นที่อย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยมีประวัติการดำเนินการที่สำคัญดังนี้
  • พ.ศ. ๒๕๑๐ : ก่อตั้งสำนักสงฆ์บนที่ดินที่ได้รับบริจาคประมาณ ๓๐๐ ไร่
  • พ.ศ. ๒๕๓๓ : ชาวบ้านได้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินจำนวน ๓๐ ไร่ เพื่อขอสร้างวัด เป็นเอกสารสิทธิ์ น.ส.๓ ก เลขที่ ๑๙๒๗ (ซึ่งทับซ้อนกับป่าสงวนแห่งชาติ)
  • พ.ศ. ๒๕๓๔ : กรมป่าไม้ส่งมอบพื้นที่ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
  • พ.ศ. ๒๕๔๐ : กระทรวงเกษตรฯ ส่งมอบที่ดินบางส่วนคืนแก่กรมป่าไม้ แต่ยังคงทับซ้อนกับเอกสารสิทธิ์เดิม
  • พ.ศ. ๒๕๕๒ : วัดยื่นเรื่องขอเข้าทำประโยชน์ต่อคณะสงฆ์และกรมป่าไม้ ได้รับอนุญาตตามมติจังหวัดมุกดาหารจำนวน ๒๗๐ ไร่
  • พ.ศ. ๒๕๖๓ : ตามมติ ครม. อนุญาตให้วัดยื่นขอใช้พื้นที่ได้ ๑๕ ไร่ วัดป่าสุภัททารามได้ยื่นขอและได้รับอนุญาตเมื่อวันที่ ๒๓ ตุลาคม ๒๕๖๗
  • พ.ศ. ๒๕๖๘ : วัดได้ยื่นเรื่องขอใช้พื้นที่ปลูกป่าและอนุรักษ์เพิ่มเติม จำนวน ๑๒๒ ไร่ ๑ งาน ๙๙ ตารางวา เพื่อแก้ไขปัญหาการทับซ้อนและขยายพื้นที่อนุรักษ์

การกำหนดเขตวิสุงคามสีมา (พระอุโบสถ)

        เพื่อเป็นการสืบทอดพระพุทธศาสนาให้มั่นคงถาวร วัดป่าสุภัททารามได้ดำเนินการในเรื่องสำคัญทางพระธรรมวินัย กล่าวคือ การกำหนดเขตพระราชทานวิสุงคามสีมาเพื่อจัดสร้างพระอุโบสถ ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาวัดให้มีความสมบูรณ์ตามพระพุทธบัญญัติ
        ในการนี้ ทางวัดได้ดำเนินการเมื่อวันที่ ๓๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๙ โดยการติดตั้ง เสาเสมาธรรมจักร จำนวน ๔ ต้น รอบศาลาปฏิบัติธรรม ซึ่งเป็นการปักเขตเพื่อรองรับการก่อสร้างพระอุโบสถในอนาคต โดยมีรายละเอียดและคณะผู้มีจิตศรัทธาร่วมสนับสนุน ดังนี้
  • เสาต้นที่ ๑ (ทิศด้านหน้าเบื้องขวา) : คุณแม่ทองมี ไวสู้ศึก พร้อมครอบครัว
  • เสาต้นที่ ๒ (ทิศด้านหน้าเบื้องซ้าย) : พระครูปัญญา คุณาธาร พร้อมด้วย คุณแม่สุขสยาม แสนโสม
  • เสาต้นที่ ๓ (ทิศด้านหลังเบื้องซ้าย) : คุณแม่ยุพเรศ อาจหาญ พร้อมครอบครัว
  • เสาต้นที่ ๔ (ทิศด้านหลังเบื้องขวา) : คณะญาติโยมวัดป่าสุภัททาราม ร่วมแรงร่วมใจ
        การติดตั้งครั้งนี้สำเร็จลุล่วงด้วยดี โดยทีมช่างนกจ๊วดจ๊าด และได้รับการสนับสนุนด้านเครื่องมือจาก หจก.เนรมิตรการยาง ซึ่งให้ความอนุเคราะห์ใช้รถยกในการดำเนินการ
        เขตพระราชฐานวิสุงคามสีมามีขนาด ความกว้าง ๓๓ เมตร ความยาว ๖๖ เมตร และเสาเสมามีความสูง ๑.๙๙ เมตร ซึ่งถือเป็นมงคลยิ่งแก่คณะสงฆ์และพุทธศาสนิกชนในพื้นที่
ขั้นตอนต่อไป หลังจากกำหนดเขตแล้ว วัดจะดำเนินการรอรับใบตราตั้งพระราชทาน เพื่อประกอบพิธีสมโภชน์ ผูกพัทธสีมา ตัดลูกนิมิต และฝังบีสิม ตามประเพณีอันดีงามต่อไป ทางวัดจึงขอเรียนเชิญพุทธศาสนิกชนทุกท่านร่วมติดตามข่าวสารและเป็นกำลังใจในกุศลจิตนี้

แนวทางปฏิบัติสำหรับผู้มาเยือน

วัดป่าสุภัททารามไม่เก็บค่าเข้าชม แต่ขอให้ผู้มาเยือนปฏิบัติตนด้วยความเคารพ ดังนี้:
  • แต่งกายสุภาพ ปิดบังไหล่และเข่า ไม่ใส่เสื้อรัดรูปหรือกางเกงขาสั้น
  • ถอดรองเท้า เมื่อเข้าศาลาและพื้นที่สักการะ
  • ไม่สัมผัสพระภิกษุ โดยเฉพาะเพศหญิง ควรวางของบนผ้ารับประเคนหรือมอบให้ชายเป็นสื่อ
  • งดถ่ายภาพในพื้นที่ที่ไม่อนุญาต และหลีกเลี่ยงการใช้แฟลชหรือโดรนโดยไม่ได้รับอนุญาต
  • รักษาความเงียบ ไม่ส่งเสียงดังหรือวิ่งเล่น โดยเฉพาะในเขตปฏิบัติธรรมและเขตสังฆาวาส
  • ไม่ทิ้งขยะ และนำขวดน้ำกลับออกไป เพื่อรักษาความสะอาดและลดภาระของวัด

การเดินทาง

        วัดตั้งอยู่เลขที่ ๑๗๓ หมู่ ๑ ตำบลคำชะอี อำเภอคำชะอี จังหวัดมุกดาหาร พิกัดประมาณ 16.55097, 104.36061
        เดินทางจากตัวเมืองมุกดาหารโดยใช้ทางหลวงหมายเลข ๑๒ มุ่งหน้าสู่อำเภอคำชะอี จากนั้นตามป้ายบอกทางเข้าสู่วัด การเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวหรือรถเช่าสะดวกที่สุด เนื่องจากไม่มีระบบขนส่งสาธารณะที่แน่นอน

เส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมโยง

        ผู้เดินทางสามารถวางแผนเที่ยวเชิงศรัทธาและธรรมชาติในเขตอำเภอคำชะอี โดยเริ่มต้นที่วัดป่าสุภัททารามในช่วงเช้า จากนั้นเดินทางต่อไปยังวัดป่าวิเวกวัฒนาราม (ซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณ ๓.๕ กิโลเมตร) วัดหลวงปู่จาม สำนักชีแม่ชีแก้ว เสียงล้ำ หรืออ่างเก็บน้ำห้วยขี้เหล็กใหญ่
        นอกจากนี้ ยังสามารถแวะชมหัตถกรรมและผลิตภัณฑ์ OTOP ของชุมชนภูไท เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจท้องถิ่นอีกด้วย

ความสงบที่มากกว่าการท่องเที่ยว

        วัดป่าสุภัททารามมิใช่เพียงสถานที่ท่องเที่ยว แต่เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ทั้งทางธรรม ธรรมชาติ และวัฒนธรรม การได้นั่งสงบ ณ หน้าผา ฟังเสียงลมและใบไม้ไหว อาจเปิดมุมมองภายในที่เรามักมองข้ามในชีวิตประจำวัน
        พระธาตุโพธิญาณ หน้าผาชมวิว ป่าเขียวขจี และแนวทางปฏิบัติอันเคร่งครัด รวมถึงการพัฒนาพื้นที่วัดอย่างถูกต้องตามพระธรรมวินัยในครั้งนี้ ล้วนเป็นเครื่องเตือนใจให้เรารู้จักความพอดี รู้จักการปล่อยวาง และรู้จักการใช้ชีวิตอย่างมีสติ
        นี่คือคุณค่าที่แท้จริงของวัดป่าสุภัททาราม ซึ่งมิอาจวัดได้ด้วยจำนวนผู้มาเยือน แต่ด้วยความสามารถในการเปลี่ยนผู้พบเห็นให้กลับไปเป็นคนที่ดีขึ้น อย่างน้อยก็ในระดับหนึ่งของหัวใจ
อนุโมทนาบุญกับทุกท่านที่มีจิตศรัทธาและร่วมเป็นกำลังสำคัญในการสร้างวัดแห่งนี้ ขอให้บุญกุศลนี้เป็นปัจจัยนำพาสุขสมบัติ พร้อมด้วยความเจริญรุ่งเรือง แก่ทุกครอบครัวและทุกชีวิต